การประชุมเมื่อวานนี้เป็นการพบกันระหว่างว่าที่ทีมวิจัยเปรียบเทียบการจัดการศึกษาอิสลามเพื่อพัฒนายุทธศาสตร์การพัฒนากับที่ปรึกษาโครงการครับ (โครงการนี้อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการครับ) ผมได้รับทราบเบื้องต้นจากหัวหน้าทีมว่า โครงการที่เสนอไปยังไม่โดนใจที่ปรึกษา ตอบโจทย์ยังไม่ครบ เลยต้องนั่งคุยกันก่อน แต่ที่หัวหน้าทีมเสนอมาบางประเด็น ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับท่านเท่าไร เพราะผมรู้สึกว่า ที่ผมคุยกับที่ปรึกษาคราวก่อนมันเป็นอีกแบบหนึ่ง ที่พลาดหน่อยก็คือ ตั้งแต่ส่งโครงการไป ผมยังไม่ได้ทบทวนเลยครับ เข้าประชุมปุ๊บ ก็โดนโยนไม้ต่อจากหัวหน้าทีมเลย ฮือ ด้วยอาการมึนๆ จากหวัดด้วย ไม่ทบทวนด้วย เลยงงไปหาเรื่องนำเสนอไป ฮาฮา
(ดร.กมล, ดร.อมรวิชช์, ดร.จุฬากรณ์ ที่ปรึกษาโครงการครับ อีกฝั่งหนึ่งก็ อ.สุวรรณี, อ.สุกรี (หัวหน้าทีม) ผม และอ.มะรูยานี ทีึมวิจัยครับ ออ.อีกท่านหนึ่งคือ อ.เจ๊ะเหล๊าะตามมาทีหลัง)
จากการแลกเปลี่ยนระหว่างที่ปรึกษาอย่างแรกคือ งงครับ มันมีปัญหาที่ “กระบวนการวิจัยไม่ตอบสนองต่อเป้าหมายหนึ่งของการวิจัย” มันเป็นงานวิจัยที่ตอบเพียงด้านเดียวของเป้าหมาย ตอนนั้นผมคิดไม่ออกเลยครับว่าจะแก้ไขยังงัย เพราะงานวิจัยนี้ออกแบบบนฐานของทฤษฏีการวิจัยล้วนๆ เลย ผมใช้ EDFR เป็นสูตรสำเร็จสำหรับงานวิจัยชิ้นนี้ ดังนั้นก็ต้องยอมรับว่า เป้าหนึ่งมันหายไปจากกระบวนการวิจัยในรูปแบบนี้ แล้วจะทำงัย? คำถามนี้หมายถึง จะใช้ทฤษฏีไหนเพื่อตอบให้ได้ทั้งสองเป้า คำถามผมอยู่ตรงนี้ ถ้าผมเปลี่ยนวิธี ผลของการวิจัยจะมีคนยอมรับหรือเปล่า ในแง่องค์ความรู้ใหม่
คุยไปคุยมา ผมก็ตาสว่างขึ้นครับ คำถามใหม่เกิดขึ้นเพื่อย้อนกลับมาถามผมเองว่า ทำไมผมไปยึดทฤษฏีเดียวในการทำวิจัยนี้ ทำไมผมไม่พัฒนากระบวนการวิจัยให้มีัความน่าเชื่อถือเอง และสามารถตอบสนองเป้าหมายของการวิจัยสองเป้าดังกล่าวได้
ฮาฮาฮา นึกออกแล้ว ผมหลงทางเองครับ ผมหลงทางอันเนื่องจากที่ผมคุยกับที่ปรึกษาครั้งก่อน เราคุยเรื่องการวิจัยอนาคต ซึ่งผมก็เคยทำ แต่บังเอิญไม่เสร็จ เลยขอมหาวิทยาลัยเปลี่ยนหัวข้อซะงั้น ผมเลยยึดเอาประเด็นนี้มาใช้ในการออกแบบงานวิจัยชิ้นนี้ ฮา มันเลยไปคนละทาง ทั้งๆ ที่อย่างอื่นโอเค้โอเคแล้ว
ผมนึกตลกตัวเองขึ้นมาครับ เมื่อสองวันก่อนเพิ่งบรรยายให้อาจารย์หลายๆ ท่านฟังไปเองว่า โครงการวิจัยมันจะผ่านได้ กระบวนการวิจัยมันจะต้องตอบรับกับวัตถุประสงค์เป็นสำคัญ และบางครั้งผู้ให้ทุนจะกำหนดวิธีการวิจัยไว้เลย เช่น ผมเคยขอทุนซึ่งต้องทำวิจัยแบบ par เท่านั้น หรือล่าสุดเป็นวิจัยแบบ action research ถ้าไม่ใช่แบบนี้เขาไม่ผ่านโครงการ ฮือ นี่คือคำตอบว่า ทำไมโครงวิจัยนี้จึงต้องนำมาคุยใหม่อีกรอบ
เมื่อในการวิจัยเรามีเป้าหมายการวิจัยที่ปรากฏชัดกับเป้าหมายที่ซ่อนอยู่ หรือเรียกว่า ผลที่ต้องการให้เกิดต่อเนื่องจากการวิจัย (ไม่ใช่ผลโดยตรง) การวิจัยก็ต้องตอบให้ได้ครบครับ ซึ่งการไปเปิดตำราแล้วมาทำเลียนแบบ มันก็จะกลายเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่ควรจะทำในการวิจัยครั้งนั้นๆ ครับ ถามว่า ตอนผมปรับโครงการผมคิดหรือเปล่า ตอบว่า ผมคิดครับว่า เป้าหนึ่งมันหายไป แล้วผมก็โยนเป้านี้ไปตอบในอีกช่วงหนึ่งของการวิจัย ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ถูก
เสียดายจัง หากเหตุการณ์วันนี้เกิดก่อนวันที่บรรยายให้กับเพื่อนอาจารย์ฟังวันก่อน คงมีอุทาหรณ์ดีๆ อีกเรื่องหนึ่งไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันแบบสนุกๆ ครับ ฮือ
นอกจากเรื่องวิจัยแล้ว วันนี้ผมได้เรียนรู้อีกหลายเรื่องครับ ต้องเรียกว่า เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ออ. มีคำพูดหนึ่งของ ดร.กมล รอดคล้าย พูดโดนใจผมมากเลยครับ ท่านให้ความเห็นว่า
“ที่นี้ เด็กมุสลิมเรียนกันโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าการศึกษาในอิสลามเป็นอย่างไร”
กินใจผมมากเลยครับ เพราะเด็กเหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็นมุสลิม แต่กระบวนการขัดเกลาเขาไม่ใช่กระบวนการที่แท้จริงตามแบบฉบับของอิสลาม และความหวังสำหรับงานวิจัยชิ้นนี้คือ นำเสนอกระบวนการจัดการศึกษาในอิสลามสู่สังคมไทย เพื่อเป็นทางเลือกที่มีคุณค่า ซึ่งไม่ใช่เฉพาะมุสลิมเท่านั้นครับ แต่สำหรับทุกคน
Tags: ระเบียบวิธีวิจัย, อิสลามศึกษา