แนวคิดการสอนของซัยดุ์ มูฮัมมัด ชาฮาตะห์
Posted by - ่jaruwat songmuang : Category - บทความทั่วไปซัยดุ์ มูฮัมมัด ชาฮาตะห์ (มปป.: 59-91) ได้นำเสนอรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยให้ฐานความเข้าใจจากอัลกุรอานและซุนนะห์ไว้ดังนี้
1. การสร้างแรงจูงใจ ซึ่งสามารถทำได้หลากหลายวิธี เช่น การใช้คำถาม การสาบานเพื่อยืนยัน การเตือนสำทับให้ระวัง การโน้นน้าวด้วยแรงจูงใจ การเตือนให้ ใช้คำหรือสำนวนที่เตือนให้ผู้ฟังหันมาสนใจ เป็นต้น ตัวอย่างที่ปรากฏจากอัลกุรอานและซุนนะห์
* “พวกเจ้าเห็นสิ่งที่พวกเจ้าหลั่งออกมา (อสุจิ) แล้วมิใช่หรือ? พวกเจ้าสร้างมันขึ้นมาหรือว่าเราเป็นผู้สร้าง เรานั้นเป็นผู้กำหนดความตายขึ้นในระหว่างพวกเจ้า และเราก็จะไม่ถูกผู้ใดล่วงหน้า (ในกำหนดการใดๆ) ยิ่งไปกว่านั้นเรามีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงบรรดาชุมชนที่เหมือนพวกเจ้า และเรามีอำนาจที่จะบังเกิดพวกเจ้าใน (รูปลักษณ์อย่างอื่น) ที่พวกเจ้าไม่รู้ ขอยืนยันแท้จริงพวกเจ้ารู้ถึงการบังเกิดครั้งแรก (ว่าเป็นอย่างไร) แล้วไฉนพวกเจ้าจงไม่สำนึก (ว่าอัลลอฮ์ทรงอำนาจที่จะบังเกิดครั้งที่สองอีก) (ซูเราะห์อัลวากีอะห์ : 58-62)
* “และ(โอ้มุหัมมัด) จงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาและปฏิบัติความดีเถิดว่า พวกเขาจะได้เข้าสวรรค์ ซึ่งมีธารน้ำไหลอยู่ข้างใต้ของมัน (เป็นสิ่งตอบแทน)ทุกครั้งที่พวกเขาได้รับโชคผลจากสวรรค์เป็นผลไม้ (ซึ่งพวกเขาใช้รับประทาน) พวกเขาก็รำพึงว่า นี่เป็นสิ่งที่พวกเราเคยได้รับมาก่อน (เมื่อเรายังใช้ชีวิตอยู่ในสากลโลก) และพวกเขาได้รับสิ่งนั้นอย่างละม้ายกัน (เป็นประจำตลอดไป) และพวกเขาพำนักอยู่ในนั้นโดยนิรันดรกาล)” (ซูเราะห์อัลบากอเราะห์ : 25)
-ตัวอย่างจากซุนนะห์ เช่น จากรายงานของท่านอับดุลลอฮ์อิบนุ อาซ (รอฏียัลลอฮูอันฮู) ได้กล่าวว่า “ฉันได้ยินท่านรอซูลลุลลอฮ์ (ศอลฯ) ได้กล่าว (ถามบรรดาซอฮาบะห์) ว่า พวกท่านรู้หรือไม่ว่าผู้ใดคือมุสลิม(ที่แท้จริง) พวกเขาตอบว่า อัลลอฮ์และรอซูลเท่านั้นที่รู้ ท่านก็กล่าวว่า มุสลิมก็คือผู้ที่ไม่สร้างความเดือนร้อนใจให้กับมุสลิมด้วยกันจากวาจาและการกระทำของเขา (จากนั้นท่านรอซูล) ถามต่อไปว่า พวกท่านรู้หรือไม่ว่า ผู้ใดคือมุมิน? และได้กล่าวถึงมุฮายีรีนว่า หมายถึงผู้ที่อพยพจากความชั่วร้าย… ต่อไปตามลำดับ…(รายงานโดย อะห์มัด)
จากรายงานข้างต้น แสดงให้เห็นถึงการสอนของท่านรอซูลลุลลอฮ์ที่ใช้สำนวนคำถาม โดยคำถามดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้เกิดความสนใจและค้นหาคำตอบโดยการฟังคำเฉลยที่ท่านรอซูลลุลลอฮ์จะมอบให้
ท่านรอซูลลุลลอฮ์ได้กล่าวว่า “ขอยืนยันด้วยพระนามของอัลลอฮ์ เขาไม่ได้ศรัทธาเลย ขอยืนยันต่ออัลลอฮ์เขาไม่ได้ศรัทธาเลย ขอยืนยันต่ออัลลอฮ์เขาไม่ได้ศรัทธาเลย (ท่านรอซูลลุลลอฮ์กล่าวซ้ำถึงสามครั้ง) จนกระทั่งซอฮาบะห์ท่านหนึ่งถามว่า ผู้ใดหรือท่านรอซูลลุลลอฮ์? ท่านก็ตอบว่า ไม่ได้มีความศรัทธา(ที่สมบูรณ์) สำหรับผู้ที่ไม่ได้ให้ความสงบสุขต่อเพื่อนบานของเขาจากความชั่วร้ายของเขา (รายงานโดยบุคอรีย์)
2. ให้ความสำคัญกับความแตกต่างระหว่างบุคคลและเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียน การให้ความสำคัญต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลนับว่าเป็นปัจจัยหลักของการจัดการเรียนการสอน เพราะเราต้องรับยอมรับว่า อัลลออ์ทรงสร้างมนุษย์มาในรูปลักษณ์และสติปัญญาที่แตกต่างกัน การสร้างความพร้อมให้กับผู้เรียนก่อนที่จะเริ่มสอนจึงเป็นปัจจัยในการจัดการเรียนการสอนซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความพร้อมและเริ่มเรียนไปด้วยกันโดยไม่ต้องมีการเริ่มสอนใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งในอัลกุรอานปรากฏว่า อัลลอฮ์ให้ได้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้หลายอายะห์ เช่น
لا يكلف الله الامااتاها…..
ความว่า “อัลลอฮ์ไม่ทรงบังคับผู้ใดนอกจาก (ตามปริมาณอันเหมาะสม) เท่าที่พระองค์ทรงประทานมันมา…..” (ซูเราะห์อัตตอลาก : 7)
…لايكلف الله نفسا الاوسعها
ความว่า “เรามิได้บังคับแก่ชีวิตใดๆ นอกจาก (เพียง) เท่าสมรรถภาพของเขา(อำนวยให้) (ซูเราะห์อัลอันอาม : 152)
ท่านรอซูลลุลลอฮ์ จะสอนผู้คนในสิ่งที่สอดคล้องกับสติปัญญาของพวกเขา โดยท่านได้กล่าวไว้ว่า “พวกท่านทั้งหลายจงพูดกับผู้คนในสิ่งที่พวกเขารู้จัก…” ซึ่งบางครั้งจะพบว่าบรรดาซอฮาบะห์เรียนถามท่านรอซูลลุลลอฮ์นั้นคล้ายคลึงกัน แต่คำตอบกลับแตกต่างกันออกไป เช่น รายงานจากท่านอาบีซาตเราะห์ กล่าวว่า ฉันได้เรียนถามท่านรอซูลลุลลอฮ์ว่า การกระทำประเภทใดที่ดีที่สุด? ท่านก็ตอบว่า การศรัทธาต่ออัลลอฮ์และการต่อสู่ในหนทางของพระองค์ ในขณะที่ท่านอิบนุมัสอูดรายงานว่า “ฉันได้ยินท่านรอซูลลุลลอฮ์กล่าวว่า การกระทำประเภทใดที่อัลลอฮ์ทรงโปรดปราณที่สุด ท่านก็ตอบว่า การละหมาดในเวลาของมัน ฉันถามต่อไปว่า แล้วมีอะไรอีก ท่านก็ตอบว่า การทำดีต่อบิดามารดา ฉันก็ถามต่อไปอีกว่า แล้วมีอะไรอีก ท่านก็ตอบว่า การต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์”
3. แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ ในอัลกุรอานและซุนนะห์มีการใช้สำนวนที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในหลายรูปแบบ เช่น การกล่าวซ้ำหลายๆ ครั้ง การใช้บทขอพร การกล่าวถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ เป็นต้น ตัวอย่างจากอัลกุรอานเช่นในซูเราะห์อัลนัมลี จะปรากฏข้อคำถามว่า “أإله مع الله” ซึ่งมีความหมายว่า “ยังมีพระเจ้าอื่นใดพร้อมกับอัลลอฮ์อีกหรือ?” ถูกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำอีกในอายะห์(วรรค์)ที่ติดต่อกัน เพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องเอกภาพแห่งอัลลอฮ์ให้เกิดขึ้นกับผู้ฟัง เป็นต้น
นอกจากนี้เพื่อเป็นการให้ความสำคัญกับการสอนในแต่ละครั้ง จึงควรมีการขอพรจากอัลลอฮ์สำหรับการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ซึ่งในอัลกุรอานจะมีสำนวนการขอพรนำมาใช้มากมายในตอนท้ายของซูเราะห์(บท) เช่น ในซูเราะห์อัลบากอเราะห์ ที่อัลลอฮ์ทรงตรัสไว้ว่า
ความว่า “อัลลอฮ์ไม่ทรงวางภาระให้แก่มนุษย์ด้วยความรับผิดชอบที่หนักเกินไป กว่าที่เขาจะแบบรับได้ ทุกคนจะได้รับความดีจากสิ่งที่พวกเขาขวยขวายไว้ และจะได้รับผลตอบแทนแห่งความชั่วจากสิ่งที่เขาขวนขวายไว้เช่นกัน โอ้องค์อภิบาลของเรา โปรดอย่างเอาผิดแก่เราหากเราหลงลืม หรือเราพลั้งเผลอ โด้องค์อภิบาลของเรา โปรดอย่างให้เราแบบ(รับผิดชอบ) ภาระอันหนักหนา เช่นดังที่พระองค์ทรงให้กับประชาชาติในยุคก่อนจากเราแบกรับมัน โอ้องค์อภิบาล โปรดอย่าให้เราแบก (รับผิดชอบ)สิ่งที่เกินกำลังของเราจะรับมันได้ โปรดยกโทษแก่เรา โปรดให้อภัยแก่เรา และโปรดเมตตาเรา พระองค์ทรงเป็นผ้คุ้มครองเรา ดังนั้นขอได้โปรดช่วยเหลือเรา (ให้มีชัยชนะ) เหนือบรรดาผู้เนรคุณทั้งหลายด้วย” (ซูเราะห์อัลบากอเราะห์ : 286)
และตัวอย่างจากท่านรอซูลลุลลอฮ์ ท่านได้ขอพรให้กับผู้นำฮาดิษของท่านไปเผยแพร่ต่อ ดังที่เขาได้รับฟังมา โดยที่ท่านได้กล่าวความว่า “ขอให้ความช่วยเหลือของอัลลอฮ์จงประสบแด่ผู้ที่นำฮาดิษของท่านไปเผยแพร่ดังที่เขาได้ยินมา โอ้อัลลอฮ์ผู้ที่นำ(ฮาดิษ)ไปเผยแพร่จะจดจำได้มากกว่าผู้ที่รับฟัง”
4. การสอนแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้นตอน จะพบว่าอิสลามได้ปรับเปลี่ยนประเพณีปฏิบัติดั่งเดิมของชาวอาหรับในหลายๆ เรื่องราวด้วยวิธีการค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป เช่น ในเรื่องของการห้ามดื่มสุรา หรือการห้ามเกี่ยวกับดอกเบี้ย เป็นต้น และในการสอนแบบนี้ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการสอนในภาพรวมก่อนแล้วค่อยไปสู่ภาพย่อย ดังที่ท่านหญิงอาอีชะห์ได้กล่าวไว้ว่า “อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาดังที่เห็น โดยจะเริ่มด้วยการกล่าวถึงสวรรค์และนรก จนกระทั้งผู้คนพากันสำนึกและกลับตัวกลับใจ กลับสู่บัญญัติแห่งอิสลาม จากนั้นก็มีการบัญญัติที่เกี่ยวกับฮาลาลและฮารอมติดตามมา หากอัลกุรอานประทานลงมาเป็นกฏห้ามเด็ดขาดในทันที่ว่า “ห้ามดื่มสุรา” แน่นอนที่สุดพวกเขาอาจแย้งขึ้นมาว่า “พวกเราจะไม่มีวันเลิกดื่มสุราเด็ดขาด” หรือหากมีบัญญัติลงมาห้ามการผิดประเวณี พวกเขาอาจแย้งมาว่า “พวกเราจะไม่ยอมเลิกการทำผิดประเวณีเด็ดขาด”
5. การนำบทเรียนไปเชื่อมโยงกับหน้าที่การงานหรือการปฏิบัติ อัลกุรอานได้ให้ความสำคัญต่อภาคปฏิบัติเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองอายะห์ของอัลกุรอานที่ถูกประทานลงมาจะกล่าวถึงการปฏิบัติไปพร้อมๆ กับการศรัทธาเสมอ ตัวอย่างเช่น อัลกุรอานได้ระบุไว้ว่า
ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและประพฤติแต่ความดี องค์ผู้เมตตาจะทรงดลบันดาลให้พวกเขามีความรักอาลัย (ซึ่งกันและกัน)” (ซูเราะห์อัลมัรยัม : 96)
และท่านรอซูลลุลลอฮ์เองก็ทรงเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับบรรดาซอฮาบะห์ในการประกอบอาชีพ ท่านเป็นผู้นำในการสร้างมัสยิดที่ตำบลกูบะ และมัสยิดมาดีนะห์ ท่านขนก้อนหินด้วยตัวของท่านเอง และด้วยความสำคัญในการทำงานในอิสลาม ท่านรอซูลลุลลอฮ์ได้สั่งให้พวกเราทำงานและให้ความสำคัญต่อการทำงานตลอดมา จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่า การเรียนโดยไม่มีการนำมาปฏิบัติ ไม่ได้นำมาใช้งานจะมีผลใดๆ เลย
6. การเชื่อมโยงบทเรียนเข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบัน หลักการนี้เป็นการประยุกต์แนวคิดของการประทานอัลกุรอาน เนื่องจากการประทานอัลกุรอานนั้นจะเป็นการทยอยลงมาทีละวรรคตอน ไม่ได้ถูกประทานลงมาทั้งหมดเพียงครั้งเดียว ทั้งนี้บทเรียนแต่ละบทเรียนของอัลกุรอานจึงสอดคล้องกับสถานการณ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจและจดจำบทเรียนได้ง่ายขึ้น ครั้งหนึ่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ถามท่านรอซูลลุลลอฮ์ว่า ทำไมอัลกุรอานจึงไม่ลงมาครั้งเดียวทั้งเล่ม ซึ่งเหตุการณ์นี้ทรงกล่าวถึงและได้ประทานคำตอบไว้ดังนี้
ความว่า “และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธากล่าว่า ไฉนเล่าอัลกุรอานจึงไม่ถูกประทานลงมายังเขาเป็นครั้งเดียวทั้งหมด (เหตุใดจึงต้องทะยอยลงมา) เช่นั้นก็เพียงเราจะได้สร้างความแน่นแฟ้นต่ออัลกุรอานแก่หัวใจของเจ้านั่นเอง และเราได้ทะยอยลงอัลกุรอานมาให้ และพวกเขาเหล่านั้น(ผู้ปฏิเสธศรัทธา) จะไม่นำมาซึ่งคำอุทาหรณ์เปรียบเทียบ (คำถามใดๆ) ยังเจ้า นอกจากว่าเราต้องนำ (คำตอบที่เป็น)สัจธรรมมาให้เจ้าเสมอ และคำอรรถาธิบายที่งดงามที่สุด (เพื่อตอบโต้คำพูดของพวกนั้น) (อัลฟุรกอน 32-33)
ท่านรอซูลลุลลอฮ์เองในการสอนท่านจะเชื่อมโยงบทเรียนเข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังมีปรากฏในหะดีษของท่านว่า ท่านฎอลฮะฮ์ บินอับดุลลอฮ์รายงานว่า “เมื่อท่านมองเห็นดวงจันทร์ (ในต้นเดือน) ท่าจจะกล่าวขอดุอาว่า “โอ้อัลลอฮ์ขอพระองค์จงประทานความสุขสบายและความศรัทธาให้แก่เราด้วยเถิด สันติภาพและสันติสุข โอ้องค์อภิบาลของข้าและองค์อภิบาลของท่าน (ขอให้) ดวงจันทร์เป็นดวงจันทร์แห่งการชี้นำและความดี (ด้วยเถิด)
ในหะดีษดังกล่าวเป็นการชี้ให้เห็นถึงการเชื่อมต่อเหตุการณ์ปัจจุบันคือการปรากฏของดวงจันทร์เข้ากับการสอนมุสลิมด้วยการดุอา
ท่านหญิงอาอีชะห์กล่าวว่า ขณะที่ท่านรอซูลลุลลอฮ์กำลังรับประทานอาหารอยูกับซอฮาบะห์หกคน และแล้วก็มีอาหรับชนบทคนหนึ่งเดินเข้ามา ท่านรอซูลลุลลอฮ์ก็ได้ให้อาหารแก่เขาไป (เพียงเล็กน้อย เพียงคำสองคำ) และท่านก็กล่าวว่า “ดูก่อน (แม้จะเป็นอาหารเพียงเล็กน้อยแค่คำสองคำ) หากท่านอ่านบิสมิลละห์ขณะทานก็จะทำให้เพียงพอสำหรับพวกท่าน”
จะเห็นว่าท่านรอซูลลุลลอฮ์ได้เชื่อมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเข้ากับบทเรียนที่จะนำมาสอน คือ การสอนให้รู้ว่าการทานอาหารที่ไม่ได้กล่าวบิสมิลลอฮ์นั้นไม่มีบารอกะฮ์ นอกจากนี้ก็ยังมีเหตุการณ์อื่นๆ อีกมากมายที่ท่านรอซูลได้นำเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นมาเชื่อมต่อกับบทเรียนที่นำมาสอนแก่บรรดาซอฮาบะห์
7. การใช้สื่อประกอบการสอน นักวิชาการได้แบ่งสื่อที่เป็นท่าทางการเคลื่อนไหวของรางกายที่สามารถนำมาเป็นสื่อในการสื่อสารออกเป็นหมวดหมู่ไว้มากมาย เช่น การเคลื่อนของร่างกายที่สามารถนำมาเป็นสื่อในการสื่อสารออกเป็นหมวดหมู่ไว้มากมาย เช่น การเคลื่อนไหวร่างกายประกอบการพูด การเดินเข้าหา หรือขยับตัวห่างออกไป การแสดงท่าทางประกอบด้วยการสัมผัสเครื่องมือ เสื้อผ้า สัมผัสร่างกาย การแสดงออกทางสีหน้า การเปลี่ยนระดับของน้ำเสียงสูงต่ำ เป็นต้น
จากการแสดงออกถึงกริยาท่าทางประกอบในรูปแบบที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งได้มีการนำมาใช้ประกอบการสื่อสารกันอย่างกว้างขวางซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับมุสลิม เพราะในอัลกุรอานและซุนนะห์ สื่อประเภทนี้ถูกนำมาใช้ประกอบการสอนอย่างกว้างขวางแล้วในหลายเหตุการณ์ เช่นในซูเราะห์อัลอะฮ์ซาบ อัลลอฮ์ได้ประทานอายะห์แห่งพระองค์ลงมาเพื่อสั่งสอนบรรดาภริยาของท่านรอซูลลุลลอฮ์ ว่า
ความว่า “โอ้บรรดาผู้เป็นชายาของศาสนฑูต พวกเธอหาได้มีฐานะเหมือนเช่นบรรดาสตรีทั้งหมายไม่ หากพวกเธอมีความยำเกรง พวกเธอก็อย่าใช้วาจาอัอ่อนหวาน (กับชายอื่น) อันจะเป็นเหตุให้ชายที่มีความป่วยไขในหัวใจพากันมุ่งหวัง (ในตัวเธอ) และพวกเธอจงใช้วาจาที่ดี (สภาพตามแบบธรรมดาทั่วไป) (ซูเราะห์อัลอะฮ์ซาบ: 32)
คำว่า วาจาอ่อนหวานในที่นี้หมายถึงเป็นการแสดงออกถึงสีหน้าและแววตามีปลี่ยนการใช้วาจาเพียงอย่างเดียวมาเป็นการแสดงออก ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นตีความไปในอีกความหมายหนึ่งแบบว่าเป็นการเย้ายวน หรือให้ท่า ซึ่งจะมีความหมายมากกว่าคำพูดที่พูดออกไป
และในซูเราห์อันนูร ได้มีการกล่าวถึงเครื่องประดับของสตรีไว้ดังนี้
ความว่า “…และพวกนางจงอย่าเคาะเท้าของพวกนาง (ให้เกิดเสียงดังจากเครื่องประดับ เช่น กำไลเท้า) เพื่อผู้อื่นจะได้รู้ถึงเครื่องประดับของพวกนาง…” (ซูเราะห์อันนูร:31)
นอกจากนี้ท่านรอซูลลุลลอฮ์ยังใช้พื้นทรายขีดเขียนเพื่อเป็นสื่อในการอธิบายสิ่งทีท่านนำเสนอต่อบรรดาซอฮาบะห์ ซึ่งนับว่าเป็นสื่อที่สะดวกและง่ายที่สุด แต่ก็สามารถให้ความกระจ่างต่อสิ่งที่ต้องการอธิบายได้ดีพอสมควร หากผู้เรียนและผู้สอนมีความพร้อมและมีการเตรียมการที่ดี เช่นในรายงานของท่านอิบนุมัสอูด รายงานว่า “ท่านนบีได้ขีดเขียนเป็นรูปสี่เหลี่ยมและขีดเป็นเส้น จากภายในกรอบรูปสี่เหลี่ยมออกไปข้างนอก จากนั้นก็ขีดเป็นเส้นเล็กๆ ไว้ตรงกลางรูปสี่เหลี่ยมทับเส้นตรงที่อยู่ตรงกลาง แล้วก็กล่าวว่า “นี้คือมนุษย์และนี้คือวาระ(การดำรงอยู่) ของมนุษย์ ที่ล้อมรอบเขาและนี้คือนอกเขตความใฝ่ฝันของมนุษย์ เส้นเล็กๆ คือเป้าหมาย หากพลาดจากเป้าหมายนี้ก็จะมาสู่เป้าหมายนี้ก็จะมาสู่เป้าหมายอันนี้”
8. การสร้างความเป็นมิตรกับผู้เรียน อัลลอฮ์ทรงสั่งให้เป็นคนสุขุมรอบคอบและปฏิสัมพันธ์ต่อกันด้วยความเป็นมิตร ดังปรากฏในอัลกุรอานที่ว่า
ความว่า “คือบรรดาผู้ที่บริจาคทั้งในยามสุขสบายและในยามลำบาก และบรรดาผู้ที่ระดับความโกรธและให้อภัยผู้อื่น (ไม่คิดจองเวรใคร) อัลลอฮ์ทรงรักมวลชนผู้ประพฤติดีทั้งหมาย” (ซูเราะห์อาลีอิมรอน :134)
ในการสอนของท่านรอซูลลุลลอฮ์ ท่าจะมีแต่ความเมตตาและเป็นมิตรกับผู้ใกล้ชิดและบรรดาซอฮาบะห์ทุกคน ด้วยเหตุนี้อัลลอฮ์ได้กล่าวไว้ในอัลกุรอานว่า
ความว่า “โดยแท้จริงแล้ว ได้มีศาสนทูคตหนึ่งจากเผ่าพันธุ์ของพวกเจ้ามา (ประกาศสัจธรรม) สู่พวกเจ้า เขามีความกังวลในสิ่งที่พวกเจ้าทุกข์ร้อน เขามีความหวังดีต่อพวกเจ้า อีกทั้งเป็นผู้ปราณีและเมตตาแก่บรรดาศรัทธาทั้งมวล” (ซูเราะห์อัตเตาบะห์:128)
และอีกตัวอย่างหนึ่งรายงานจากท่านมูอาวียะห์บินอะกัม อัสซะลามีย รายงานว่า “ในขณะที่ฉันละหมาดพร้อมกับท่านรอซูลลุลลอฮ์ มีชายคนหนึ่งจามขึ้นขณะทำการละหมาด เมื่อข้าพเจ้าได้ยินก็กล่าวว่า “ยัรฮัมกันลอฮ์” ทำให้ผู้คนที่กำลังละหมาดอยู่ชายตามามองฉันอย่างไม่พอใจ ฉันจึงถามพวกเขาไปว่า “ทำไมมองฉันอย่างนั้น? พวกเขาเลยใช้ฝ่ามือตีที่ต้นขาของพวกเขาเองคล้ายกับว่าจะเป็นสัญญาณห้ามฉัน ทำให้ฉันหยุดนิ่งเสีย จนเมื่อท่านรอซูลลุลลอฮ์ละหมาดเสร็จ ข้าขอยืนยันว่า ข้าไม่เคยเห็นครูคนใดที่สอนได้ดีเท่ากับการสอนของท่านรอซูลลุลลอฮ์ ท่านได้ลงโทษฉัน ไม่ได้ตำหนิว่ากล่าวอย่างใด แต่ท่านกลับบอกกับข้าพเจ้าว่า “ในขณะทำการละหมาด สิ่งที่อนุญาตให้พูดได้คือคำที่เป็นตัซบีฮ์ ตักบีร เท่านั้น ข้าพเจ้าตอบท่านไปว่า ข้ารับทราบแล้ว โอ้ท่านรอซูลลุลลอฮ์
รายงานจากท่านหญิงอาอีชะว่า ท่านรอซูลลุลลอฮ์กล่าวว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงอ่อนโยนและทรงรักความอ่อนโยนในทุกการงานทุกอย่าง”
และอีกรายงานหนึ่งว่า “ความอ่อนโยนเมื่อไปอยู่กับการงานใด ก็จะเป็นสิ่งประดับให้กับการงานนั้น และเมื่อมันถูกถอนออกไป การงานนั้นก็จะเสียรูปในทันที” และนอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ท่านรอซูลลุลลอฮ์ได้ห้ามการทุบตีและทำให้เกิดบาดแผลที่บริเวณใบหน้า ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นถึงการกระทำที่หยาบคาย
9. การประเมินอย่างต่อเนื่อง อัลกุรอานได้ให้ความสำคัญต่อการประเมินผลจริยธรรมของมุสลิมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมีการยอมรับโดยอายะห์ของอัลกุรอานและท่านรอซูลุลลอฮ์ หรือไม่ก็หากมีการกระทำอันใดที่ไม่ถูกต้องก็จะมีอายะห์จากอัลลอฮ์ลงมาเพื่อเปลี่ยนแปลง ซึ่งเหตุการณ์ในทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อย ตัวอย่างเช่นเมื่อครั้งท่านรอซุลุลลอฮ์ได้มีการประชุมปรึกษาหากับบรรดาซอฮาบะห์เกี่ยวกับเชลยศึกที่จับได้จากสงครามสมรภูมิบะดัร ซึ่งที่ประชุมได้มติออกมาจนเป็นที่เรียบร้อย (ว่าจะเรียกเป็นค่าไถ่) แต่ยังไม่ทันได้ดำเนินการ อัลกุรอานอายะห์หนึ่งก็ถูกประทานลงมาว่า
ความว่า “ไม่มี (ความบังควร) แก่ศาสดาคนใดเลยที่จะมีเชลยไว้ (เพื่อเรียกค่าไถ่ ขณะที่ฝ่ายคนยังอ่อนแออยู่) จนกว่าเขาจะทำการสู้รบจนชนะในแผ่นดิน (ก็ให้จับเชลยไว้ได้) พวกเจ้าปราถนา (ค่าไถ่เชลยอันเป็น) ผลประโยชน์(เพียงเล็กน้อย) ของโลกนี้ แต่อัลลอฮ์ทรงปรารถนาโลกหน้า และอัลลลอฮ์ทรงอำนาจ อีกทั้งทรงปรีชาญาณยิ่ง” (ซูเราะห์อัลอันฟาล :67)
ครั้งหนึ่งขณะที่ท่านรอซุลุลลอฮ์กำลังเรียกร้องเชิญชวนผู้คนเข้าสู่อิสลาม โดยหวังว่าหากบุคคลระดับผู้นำเข้ารับอิสลามมากๆ บรรดาสามัญชนก็เข้ารับอิสลามตามมา จนครั้งหนึ่งมีบรรดาหัวหน้าเผ่ามาหาท่านรอซุลลุลอฮ์ ท่านรอซูลุลลอฮ์ก็พยายามนำหลักการเกี่ยวกับอิสลามมาเสนอให้กับพวกเขา ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นก็มีชายตาบอดคนหนึ่งมาหาท่านรอซูลลุลลอฮ์ เพื่อต้องการถามท่านเกี่ยวกับอิสลามด้วย แต่ท่านรอซูลุลลอฮ์กำลังยุ่งอยู่กับการเรียกร้องเชิญชวนบรรดาหัวหน้าเผ่า โดยมุ่งหวังอย่างแรงกล้าที่จะให้พวกเขาเข้ารับอิสลาม (โดยไม่ใสใจต่อชายตาบอดที่เข้ามาหา) และท่านก็แสดงสีหน้าไม่พอใจต่อเขาอีกด้วย และด้วยเหตุการณ์ดังกล่าว อัลกุรอานจึงถูกประทานลงมาตำหนิการแสดงออกดังกล่าวว่า
ความว่า “เขา (นบีมุฮัมมัด) มีสีหน้าบึ้งตึง และผินหลังให้ เมื่อชายตาบอด (ชื่ออับดุลเลาะห์ อิบนิอุมมิมักตูม) ได้เข้ามาหาเขา และอะไรที่จะทำให้เจ้ารู้ บางทีเขาอาจปลดเปลื้องมลทินของตัวเขาเองได้ หรือเขาอาจสำนึกได้ แล้วคำเตือน (ของเจ้า) ก็จะอำนวยประโยชน์แก่เขา ส่วนผู้ที่มีความรู้สึกเพียงพอแล้ว (ไม่ปรารถนาศรัทธาใดๆ ) เจ้ากลับให้การต้อนรับแก่เขา (อย่างดี โยทอดทิ้งชายตาบอดดังกล่าว) และมิใช่ความคิดของเจ้าหรอก ในการที่เจาไม่ปลดเปลื้องมลทินของตัวเอง และส่วนผู้ที่มาหาเจ้านั้น เขามาอย่างพากเพียรและเขามีความยำกลัว แต่เจากลับทำหมางเมินไปจากเขา” (ซูเราะห์ อาบาซะ :1-10)
นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์อื่นๆ อีกมากมายซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าอัลกุรอานได้มีการประเมินจริยธรรมของมุสลิมอย่างต่อเนื่อง ส่วนท่านรอซูลุลลอฮ์ได้มีการประเมินจริยธรรมของบรรดาซอฮาบะห์ของท่านอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ซึ่งหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการติดตามประเมินผลของท่านมีอยู่มากมาย และการประเมินและแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็มีอยู่หลากหลายรูปแบบเช่น
1) ประเมินและแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้องเลยทันที ในรายงานของท่านอุมัรอิบนิอาบีซะลามะห์ รายงานว่า “ฉันเองเป็นเด็กรับใช้อยู่ในบ้านของท่านรอซูลุลลอฮ์ (ขณะมีการรับประทานอาหาร) มือของฉันหยิบโน่นหยิบนี่มาทานอย่างไม่เป็นระเบียบ ท่านรอซูลุลลอฮ์ก็กล่าวกับฉันว่า “นี่ เจ้าเด็กน้อย เจ้าจงอ่านบิสมิลละฮ์ก่อน และจงทานด้วยมือขวาของเจ้า และจงทานอาหารที่อยู่ใกล้เจ้าก่อน” (รายงานโดยบุคอรีย์และมุสลิม)
2) ประเมินและแนะนำโดยการให้ทำใหม่ให้ถูกต้อง ท่านอบีฮูรอยเราะห์ รายงานว่า “มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาภายในมัสยิด ในขณะที่ท่านรอซูลุลลอฮ์กำลังนั่งอยู่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อชายคนนั้นเข้ามาทำการละหมาด และเมื่อละหมาดเสร็จเขาก็เข้ามาให้สลามต่อท่านรอซูลุลลอฮ์ ท่านก็รับสลามของชายคนนั้นและกล่าวกับเขาว่า “ท่านกลับไปทำการละหมาดใหม่เถอะ เพราะการละหมาดที่(เพิ่ง)ผ่านมา (เหมือนกับว่า) ท่านไม่ได้ทำการละหมาด (เพราะทำไม่ถูกต้อง) ชายคนนั้นก็ไปละหมาดใหม่ และกลับมาให้สลามต่อท่านรอซูลุลลอฮ์อีก ท่านก็รับสลามและสั่งให้ไปทำละหมาดใหม่อีก ท่านทำอย่างนี้ถึงสามครั้งจนชายคนนั้นกล่าวกับท่านรอซูลว่า โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์สอนข้าเถอะ ข้าทำได้ดีกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ว่าแล้วท่านก็สอนวิธีละหมาดที่ถูกต้องให้กับชายผู้นั้น แล้ก็กล่าวว่า “หากท่านทำได้อย่างนี้ การละหมาดของท่านก็จะสมบูรณ์ หากท่านทำผิดพลาดไปจากวิธีนี้การละหมาดของท่านก็ยังบกพร่อง (รายงานโดย บุคอรีย์และมุสลิมและท่านอื่นๆ )
3) ประเมินและติดตามผลโดยการแสดงความพึงพอใจ ในรายงานของท่านอับดุลลอฮ์อิบนุบุรอยดะฮ์รายงานว่า “วันหนึ่งท่านรอซูลุลลอฮ์ได้เรียกบิลาลเข้ามาหาแล้วถามบิลาลว่า นี้บิลาล ด้วยเหตุผลใดทีท่านเข้าสวรรค์ก่อนฉัน ฉันได้เข้าไปในสวรรค์เมื่อวาน และได้ยินเสียงของท่านอยู่ก่อนหน้าฉันแล้ว? บิลาลก็กล่าวตอบไปว่า โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์ (ข้าไม่ได้ทำอะไรหรอก) นอกจากว่าก่อนการอาซานข้าเพียงทำการละหมาดสองรอกาอะห์ก่อนทุกครั้งและเมื่อเสียน้ำละหมาดข้าก็จะรีบเอาน้ำละหมาดทุกครั้ง ท่านรอซูลุลลอฮ์ก็กล่าวว่า “ก็ด้วย(การกระทำดังกล่าว) นั่นเอง” (รายงานโดยอิบนุคุซัยมะห์)