การพัฒนานวัตกรรมจากการวิจัยในชั้นเรียน

No Comments

จากหัวข้องานเขียนชิ้นนี้ คาดว่าจะมีหลายคนตั้งประเด็นข้อสงสัยเบื้องต้นไว้ว่า การวิจัยในชั้นเรียนเกี่ยวข้องอะไรกับการพัฒนานวัตกรรม ที่สำคัญในการอบรมส่วนใหญ่ (ครั้งนี้ด้วย) มีเป้าหมายเพื่อฝึกการทำวิจัยในชั้นเรียน และส่วนใหญ่ถ้าจะมีการอบรมในเรื่องของสื่อ ของนวัตกรรม ก็มักจะแยกการอบรมไปต่างหาก และถึงแม้ว่าหลายคนจะมีความเชื่อว่างานวิจัยจะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมได้ แต่สำหรับในห้องเรียนจะเป็นไปได้หรือไม่ และจะก่อให้เกิดภาระสำหรับครูผู้สอนเพิ่มขึ้นหรือเปล่า อันนี้คงไม่ค่อยจะแน่ใจในคำตอบของตนเองสักเท่าไร

ความจริงการสร้างนวัตกรรมกับการวิจัยในชั้นเรียนเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนกันได้เป็นอย่างดี เพียงแต่พอเรามองแยกส่วนกันโดยเฉพาะในการฝึกอบรม มันเลยทำให้เหมือนมีส่วนเกี่ยวข้องกันเพียงน้อยนิดเท่านั้น หากเราย้อนไปดูที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จะพบว่าได้มีการกำหนดแนวทางในการจัดการศึกษาไว้ว่า จะต้องเอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกคน เพื่อให้ทุกคนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ มีการสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ นำเอากระบวนการวิจัยมาเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอน ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ ซึ่งเราจะพบว่า แนวทางการจัดการศึกษาดังกล่าวสะท้อนความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการวิจัยและกับสื่อการเรียนการสอน แหล่งวิทยาการต่างๆ เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ และด้วยหลักการและกระบวนการดังกล่าวจะกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับการจัดการเรียนการสอนที่ต่อเนื่องต่อไป ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้สอนจะต้องเข้าใจถึงแนวคิดของการวิจัยในชั้นเรียนที่ชัดเจนเสียก่อน

อะไรคือการวิจัยในชั้นเรียน

ก่อนจะเข้าสู่นิยามของการวิจัยในชั้นเรียน ขออนุญาตที่จะให้ความหมายเฉพาะในคำแรกก่อนครับ คือคำว่า การวิจัย เพื่อที่เราจะได้มีความเข้าใจถึงบริบทแท้จริงของการวิจัยในชั้นเรียนต่อไป คำว่า การวิจัย หมายถึง “การศึกษาค้นคว้า การเสาะแสวงหาข้อมูลอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอนโดยวิธีการที่เชื่อถือได้ พิสูจน์ได้ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ได้ผลการศึกษาที่เชื่อถือได้” นั้นก็หมายถึง เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีขั้นตอนที่เป็นระบบระเบียบ มีความน่าเชื่อถือ เพื่อการแสวงหาความรู้ การสร้างความรู้ใหม่ๆ หรือเพื่อการแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นนั้นเอง และเมื่อนำคำว่า การวิจัยไปใช้ในชั้นเรียน ก็หมายถึง

“การแสวงหาความรู้เพื่อการพัฒนาหรือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน โดยใช้วิธีการที่มีความน่าเชื่อถือ พิสูจน์ได้ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์”

จากข้างต้นสร้างความชัดเจนว่า การวิจัยในชั้นเรียนก็คือวิจัยรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจุดต่างสำคัญอยู่ที่เป็นการวิจัยที่เฉพาะเจาะจงลงไปที่สภาพที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน ซึ่งจุดนี้เองทำให้เห็นบทบาทของผู้ที่จะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องนั้นก็คือ ผู้สอน(ครู)และผู้เรียน(นักเรียน) ในกลุ่มๆ หนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ความหมายทั่วไป และเมื่อการวิจัยในชั้นเรียนเป็นการวิจัยเฉพาะเจาะจง คือ เป็นกระบวนการหนึ่งของผู้สอนที่จะนำมาใช้เพื่อการแสวงหาความรู้เพื่อการพัฒนา การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนหรืออาจจะเฉพาะลงไปที่นักเรียนบางคนก็ได้ ทั้งนี้ด้วยลักษณะงานวิจัยที่เจาะจงสำหรับผู้สอนและการแก้ไขปัญหาเฉพาะพื้นที่ทำให้ภาพของการวิจัยในชั้นเรียนจะต้องแสดงออกมาในลักษณะของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) นั้นคือ ครูผู้สอนเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของตน แล้วแสวงหาวิธีการแก้ไข ลงมือแก้ไขอย่างเป็นระบบขั้นตอน แล้วสรุปผลการแก้ไขได้กล่าวนั้นเอง

บริบทของการวิจัยในชั้นเรียนจะเกิดให้เกิดการพัฒนาที่ครอบคลุมมิติในชั้นเรียน ครูผู้สอนเองก็จะใช้กระบวนการของการวิจัยในการเพิ่มพูนความรู้ พัฒนาตนเอง พัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้ประสิทธิภาพขึ้น ในขณะที่ผู้เรียนก็ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่คือ การได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพของตนเอง มีความสนใจในการเรียนมากขึ้น

นวัตกรรมกรรมกับการวิจัยในชั้นเรียน

คำถามต่อไปคือ แล้วนวัตกรรมมามีส่วนกับการวิจัยในชั้นเรียนได้อย่างไร คำตอบก็คือ ในเมื่อการวิจัยในชั้นเรียนเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เน้นการพัฒนาสำหรับการแก้ไขปัญหาในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน หรือการแก้ไขปัญหาของผู้เรียนเป็นการเฉพาะ ก็ต้องมีการนำเอารูปแบบ กระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ๆ ที่แตกต่างจากรูปแบบปกติที่ครูผู้สอน (ซึ่งในที่นี้ก็จะเป็นนักวิจัยไปด้วยนั้น) ใช้อยู่ เพื่อพิสูจน์ว่า แบบใหม่ที่นำมาทดลองใช้นี้จะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือเปล่า วิธีการใหม่ แนวคิดใหม่ที่นำมาใช้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในงานวิจัยนี่แหละครับคือนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นจากการวิจัย และผลของงานวิจัยจะยืนยันถึงประสิทธิภาพของนวัตกรรมดังกล่าวในการนำไปใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาในชั้นเรียนว่าสามารถนำไปใช้ได้จริงเพียงใด

นวัตกรรม ไม่ใช่ต้องเป็นของวิเศษ ของแพง หรือต้องเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเดียวครับ แต่หมายรวมถึง เทคนิค วิธีการใหม่ๆ ที่เราไม่เคยใช้มาก่อน แล้วนำมาใช้ ถึงแม้ว่าที่อื่นจะใช้แล้วก็ไม่เป็นไรครับ เอาเป็นว่า เฉพาะในโรงเรียนของเรา ในห้องเรียนของเราไม่เคยมีการนำมาใช้มาก่อน แล้วเราคิดว่ามันน่าจะเหมาะกับการแก้ปัญหาหรือการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนของเรา แล้วก็นำมันมาปรับปรุง พัฒนาให้เหมาะสมกับการใช้จริง แล้วไปทดลองใช้ก็เป็นนวัตกรรมแล้วละครับ

ทั้งนี้นวัตกรรมที่นำมาใช้ในการวิจัยในชั้นเรียนก็ต้องอยู่ในกระบวนการของการวิจัยครับ ไม่ใช่แยกส่วนกัน โดยจะต้องมีเหตุมีผลที่จะอธิบายได้ถึงแนวคิดที่นำนวัตกรรมดังกล่าวมาใช้ในการทดลองวิจัย จุดนี้เองจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้ครูผู้สอนจะต้องค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ด้านการจัดการเรียนการสอนตลอดเวลาไปพร้อมๆ กับการวิจัยในชั้นเรียน

เริ่มวิจัยในชั้นเรียนอย่างไร

การวิจัยในชั้นเรียนก็เหมือนการวิจัยแบบอื่นๆ ที่ต้องสร้างความมั่นใจต่อคำตอบหรือความรู้ที่จากกระบวนการวิจัยว่ามีความถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ ดังนั้นการจะให้ได้คำตอบที่น่าเชื่อถือได้จะต้องเกิดมาจากกระบวนการดำเนินการที่เป็นที่ยอมรับ มีความชัดเจนในการดำเนินงาน ดังนั้นการวิจัยในชั้นเรียนก็สามารถเทียบเคียงกับกระบวนการการวิจัยแบบอื่นๆ ได้ เพียงแต่ทำให้กรอบการวิจัยเจาะจงเฉพาะในชั้นเรียนเท่านั้น โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานหลักๆ ดังนี้

1) การวิเคราะห์สภาพปัญหา ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสำคัญและต้องมีความชัดเจนก่อนครับ ไม่เช่นนั้นจะก่อให้เกิดปัญหาเมื่อมีการดำเนินการจริง ครูผู้สอนสามารถเริ่มต้นด้วยการสำรวจปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน เช่น ดูจากผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน สภาพบรรยากาศในชั้นเรียน ความสนใจของผู้เรียน หรือแม้กระทั่งตัวของผู้สอนเอง ซึ่งทั้งนี้ก็อาจจะนำข้อมูลดังกล่าวเปรียบเทียบกับเป้าหมายในการจัดการเรียนการสอน เช่นจากแผนการสอนหรือหลักสูตร เป็นต้น เมื่อนำสภาพปัญหาเปรียบเทียบกับเป้าหมายแล้ว ครูผู้สอนจะเห็นถึงความต้องการหรือเป้าหมายที่ต้องการจะทำให้ได้ หรือเห็นประเด็นปัญหาในชั้นเรียนที่ครูผู้สอนต้องการแก้ไข ซึ่งก็ควรกำหนดให้ชัดเจนว่า อะไรคือประเด็นปัญหาที่จะใช้การวิจัยในครั้งนี้เพื่อการแก้ไขปัญหา

การวิเคราะห์ปัญหาจากการสอนในชั้นเรียน เป็นบทบาทของครูผู้สอนเองที่จะต้องระบุให้ได้ถึงปัญหาหรือความต้องการในการพัฒนาของตนเองในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งบางครั้งอาจมีหลายปัญหาที่ครูผู้สอนกำลังประสบอยู่ ซึ่งในการวิจัยในชั้นเรียนจะไม่นำเอาทุกปัญหามาแก้ไขในครั้งเดียว แต่ควรจำแนกปัญหาออกมาเป็นประเด็น และจัดเรียงลำดับของปัญหา ซึ่งสามารถแบ่งจากปัญหาที่สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็วไปจนถึงปัญหาที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข หรือจัดเรียงลำดับจากปัญหาของจำนวนนักเรียนที่ประสบปัญหาอยู่ จากมากที่สุดไปยังน้อยที่สุด ตัวอย่างเช่น ในการสอนวิชาสังคม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ครูผู้สอนวิเคราะห์สภาพปัญหาในห้องเรียนออกมาได้ดังนี้

1) นักเรียนไม่ทำงานที่ได้รับมอบหมายหรือทำแล้วเสร็จล้าช้า

2) นักเรียนไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมในชั้นเรียนและไม่ฟังการสอนของครู

3) นักเรียนทำงานของวิชาอื่นในขณะที่ครูกำลังสอน

4) บรรยากาศในการสอนไม่สนุก นักเรียนเบื่อหน่ายในการเรียน

5) ไม่มีสื่อการสอน สื่อที่มีไม่เหมาะสมกับผู้เรียน

6) นักเรียนมาสาย เข้าห้องเรียนช้า

จากปัญหาข้างต้น สิ่งที่ครูผู้สอนจะต้องตัดสินใจคือ การเลือกเอาปัญหาใดปัญหาหนึ่งมาเพื่อทำการวิจัยแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยสามารถนำหลักเกณฑ์ต่อไปนี้ในการคัดเลือกได้ คือ

ก) ปัญหาใดเป็นปัญหาที่มีความเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขในอันดับต้นๆ

ข) ปัญหาใดเป็นปัญหาที่ครูผู้สอนสามารถนำมาแก้ไขได้จริง

ค) ปัญหาใดที่สามารถดำเนินการแก้ไขได้เองภายในชั้นเรียน

ง) ปัญหาใดที่ครูผู้สอนมีความสนใจที่จะศึกษาเพื่อการแก้ไข

จากหลักเกณฑ์ข้างต้นครูผู้สอนสามารถกำหนดระดับคะแนนให้กับหลักเกณฑ์ในแต่ละข้อ และวิเคราะห์โดยใช้ตารางวิเคราะห์ได้ ดังตัวอย่าง

ปัญหา/หลักการการพิจารณา

คะแนนรวม

1) นักเรียนไม่ทำงานที่ได้รับมอบหมายหรือทำแล้วเสร็จล้าช้า

4

4

3

4

15

2) นักเรียนไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมในชั้นเรียนและไม่ฟังการสอนของครู

5

4

5

5

19

3) นักเรียนทำงานของวิชาอื่นในขณะที่ครูกำลังสอน

3

4

4

2

13

4) บรรยากาศในการสอนไม่สนุก นักเรียนเบื่อหน่ายในการเรียน

3

3

4

4

14

5) ไม่มีสื่อการสอน สื่อที่มีไม่เหมาะสมกับผู้เรียน

3

3

4

2

12

6) นักเรียนมาสาย เข้าห้องเรียนช้า

5

1

1

2

9

2) วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา เมื่อครูเลือกปัญหาที่ต้องการจะแก้ไขโดยการวิจัยได้แล้ว ก็นำปัญหาดังกล่าวมาทำการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เพื่อให้การแก้ไขปัญหาตรงจุดและได้ผลที่ยั่งยืนต่อไป จากตัวอย่างในขั้นตอนที่ 1 หากครูผู้สอนเลือกปัญหานักเรียนไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมในชั้นเรียนและไม่ฟังการสอนของครู ในขั้นตอนนี้ครูผู้สอนจะต้องทำการวิเคราะห์ว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้น

1) นักเรียนในห้องจำนวนมาก

2) สื่อการสอนไม่เพียงพอสำหรับนักเรียนในห้อง

3) กิจกรรมส่วนใหญ่เป็นการบรรยาย อธิบายโดยครู

4) นักเรียนมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน

การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาได้อย่างถูกต้องจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการวิเคราะห์สาเหตุจะเป็นกระบวนการที่จะนำไปสู่การแนวกลวิธีเพื่อการแก้ไขต่อไป

3) ศึกษาและเลือกแนวทางการแก้ไขปัญหา เมื่อทราบถึงต้นตอของปัญหาแล้ว ก็ถึงเวลาที่ครูจะต้องทำความเข้าใจต่อปัญหาและแสวงหาแนวทางเพื่อการแก้ไขครับ เป็นหน้าที่โดยตรงของครูผู้สอนที่จะต้องศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวเพื่อให้การเลือกแนวทางการแก้ไขปัญหามีความถูกต้อง การศึกษาควรมีความครอบคลุม ทั้งด้านทฤษฏีทางด้านการเรียนรู้ หลักสูตร เนื้อหาวิชา งานวิจัยต่างๆ ที่ได้มีการทำไปแล้วซึ่งมีปัญหาที่ใกล้เคียงกัน ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาจะถูกนำมาเป็นกรอบแนวทางสำหรับครูในการเลือกกลวิธีในการวิจัย

การศึกษาจะทำให้ครูผู้สอนเห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาว่าควรใช้นวัตกรรมใดสำหรับการแก้ไขปัญหา ซึ่งเมื่อเลือกนวัตกรรมใดที่จะนำมาใช้แล้ว จะต้องศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับนวัตกรรมดังกล่าวว่ามีจุดเด่น จุดด้อยอย่างไร เหมาะกับการนำมาใช้เพื่อการแก้ไขปัญหาเพียงใด

4) พัฒนาเครื่องมือการวิจัย หลังจากที่ครูผู้สอนได้เลือกนวัตกรรมเพื่อการวิจัยได้แล้ว ขั้นตอนต่อไป คือการสร้างนวัตกรรมดังกล่าวสำหรับการจัดการเรียนการสอนในการแก้ไขปัญหาตามกรอบการวิจัย ซึ่งนวัตกรรมดังกล่าวก็คือเครื่องมือในการวิจัยนั้นเอง ในการสร้างนวัตกรรมขึ้นมาควรมีขั้นการดำเนินงานเพื่อสร้างความมั่นใจว่านวัตกรรมดังกล่าวจะสามารถนำไปใช้ได้ผลจริง ไม่เป็นการสูญเสียเปล่า ซึ่งจะส่งผลต่อผู้เรียนโดยตรง ดังนั้นขั้นตอนการพัฒนาถือเป็นขั้นตอนสำคัญและครูผู้สอนจะต้องออกแบบอย่างรัดกุม ซึ่งควรดำเนินการใน 2 กิจกรรมหลักอย่างครบถ้วน คือ 1) การออกแบบ เป็นการออกแบบให้สื่อดังกล่าวสามารถถ่ายทอดเนื้อหา ประสบการณ์ไปยังผู้เรียนได้อย่างถูกต้อง สมบูรณ์ และ 2) การตรวจสอบ โดยการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีประสบการณ์ และนำผลที่ได้มาสู่การปรับปรุงสื่อให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้หากการวิจัยนี้มีกลุ่มตัวอย่างขนาดที่ใหญ่พอสมควร อาจจะเพิ่มขึ้นตอนการทดลองใช้นวัตกรรมดังกล่าวในกลุ่มเล็กๆ ก่อนจะช่วยให้นวัตกรรมดังกล่าวมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ควบคู่กับการสร้างนวัตกรรมที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนแล้ว ครูผู้สอนจะต้องออกแบบเครื่องมือสำหรับการตรวจสอบและประเมินผลการใช้นวัตกรรมควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ได้ผลการทดลองที่มีความเที่ยงตรง แม่นยำ

ทั้งนี้ ในการออกแบบเครื่องมือจะต้องครอบคลุมถึงแผนการนำไปใช้ในห้องเรียน ถึงอาจจะนำเสนอในรูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ก็ได้

5) ดำเนินการวิจัย โดยการนำนวัตกรรมที่ได้ออกแบบและตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์แล้วไปสู่การใช้จริงในชั้นเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้ออกแบบไว้ และเก็บผลการวิจัยตามระยะที่ได้กำหนดไว้ในแผนการวิจัย

6) การวิเคราะห์และสรุปผล นำผลที่ได้จากการดำเนินการวิจัยมาทำการวิเคราะห์และสรุปผลการวิจัย จัดทำเป็นรายงานการวิจัย โดยในการรายงานจะต้องนำเสนอครอบคลุมทุกขั้นตอนที่ได้ดำเนินการไป พร้อมวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการวิจัย และแนวทางเพื่อการพัฒนาต่อไป

รูปแบบการเขียนรายงานวิจัยควรเป็นอย่างไร

การวิจัยในชั้นเรียนสามารถเขียนรายงานวิจัยได้ในหลายรูปแบบ ทั้งในรูปแบบของรายงานวิจัยแบบสมบูรณ์ที่มีการแบ่งการนำเสนอออกเป็นบทๆ หรือจะเขียนรายงานในรูปแบบง่ายๆ ตามความถนัดของครูผู้สอนเอง แต่ทั้งนี้ควรครอบคลุมเนื้อหาต่อไปนี้

1) ชื่อการวิจัยหรือชื่อเรื่องที่ทำวิจัย ควรใช้ข้อความที่สร้างความชัดเจนให้กับผู้อ่านได้ว่า เป็นการวิจัยเกี่ยวกับอะไร กับใคร ด้วยกับอะไร ตัวอย่างเช่น การใช้หนังสือพิมพ์ในการจัดกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างทักษะการแสดงความคิดเห็นในการเรียนวิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นต้น

2) ชื่อผู้วิจัย ซึ่งนอกจากจะระบุชื่อผู้วิจัย ควรนำเสนอข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงสถานภาพของผู้วิจัยที่เกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์ต่อการวิจัยอย่างไร

3) สภาพปัญหาในการจัดการเรียนการสอน นำเสนอถึงปัญหาที่เลือกมาทำการวิจัย ปริมาณนักเรียนที่มีปัญหาดังกล่าว ผลกระทบของปัญหาดังกล่าวต่อการจัดการเรียนการสอน

4) สาเหตุของปัญหา ครูผู้สอนนำเสนอการวิเคราะห์สาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาดังกล่าว

5) วัตถุประสงค์การวิจัย โดยเขียนสรุปวัตถุประสงค์ที่ทำการวิจัยเป็นข้อ มีความเฉพาะเจาะจง

6) แนวทางการแก้ไขปัญหา โดยนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าแนวคิดเพื่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

7) นวัตกรรมและวิธีการวิจัย เป็นการอธิบายถึงนวัตกรรมที่นำมาใช้ในการวิจัย ขั้นตอนการดำเนินงานวิจัย วิธีการพัฒนาเครื่องมือวิจัย วิธีในการวัดผล ระยะเวลาที่ได้ในการวิจัย

8) ผลการวิจัย นำเสนอผลจากการทดลองการวิจัย ซึ่งสามารถนำเสนอได้ทั้งที่เป็นข้อมูลเชิงสถิติและผลจากการสังเกต สัมภาษณ์ผู้เรียน ความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง (ในกรณีการเขียนโครงการวิจัย ในหัวข้อนี้คือการเขียน ผลที่คาดว่าจะได้รับ)

9) สรุปผลการวิจัย นำเสนอข้อมูลผลการวิจัยโดยสรุป และอธิบายถึงผลที่ได้รับจากการวิจัย

การอ้างอิงบทความนี้

จารุวัจน์ สองเมือง. 2554. การพัฒนานวัตกรรมจากการวิจัยในชั้นเรียน. เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ จากเว็บไซด์ http://www.muallimthai.com/?p=245 (สืบค้นเมื่อ………….)



ตราฮาลาลในมุมผู้ประกอบการ คำเฉพาะกับชื่อโครงการวิจัย

Comments are closed.