แด่ ดร.ดลวานะ ผู้จากไป

Posted by - ่jaruwat songmuang  :  Category - Uncategorized

S7300068วันที่ 24 มิย.53 ตลอดช่วงเช้า บรรยากาศการทำงานของผมคลุกเคล้ากันครับระหว่างเครียดๆ กับผ่อนคลายครับ งานรอบนี้มันสร้างความเคลียดให้ักับผมอันเนื่องจากเวลาที่เร่งรัดมากๆ ครับ กับข้อมูลที่มากมายก่ายกอง (จริงๆ) ที่สำคัญเส้นตายมาถึงแล้ว แต่มันยังไม่เสร็จ ดังนั้นเลยต้องเร่งกับเร่งจริงๆ ฮือ สุดๆ จริงครับ อันนี้คือที่มาของการหายหน้าไปหลายวันจากการเขียนบันทึกครับ แต่ในระหว่างความวุ่นของวันนี้ มีคำถามดังผ่านมาจากหน้าห้องทำงานครับ อาจารย์อีย์ ทราบข่าว ดร.ดลวานะ แล้วยัง? เลยต้องถามกลับครับว่า ข่าวอะไร? คำตอบคือ ท่าน ดร.กลับสู่ความเมตตาของอัลลอฮ์แล้ว พอทราบข่าวเบื้องต้นเท่านี้ ผมเลยลุกจากที่นั่งไปถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากทีมงานครับ โดยเฉพาะประเด็นว่า จะมีการละหมาดญานาซะห์ (ละหมาดให้กับผู้เสียชีวิต) ที่ไหน เมื่อไร

ช่วงบ่ายเลยทำงานได้ประมาณชั่วโมงครึ่งครับ ทีมงานก็มาเคาะประตูว่า ถ้าช้ากว่านี้ผมจะไปไม่ทันละหมาดแน่ๆ เลยต้องปิดการสนทนางานกับทีมงานแล้วก็เตรียมตัวออกเดินทางไป อ.บาเจาะ บ้านเกิดของ ดร.ดลวานะ เพื่อร่วมละหมาดให้กับท่านครับ เดิมทีผมตั้งใจจะไปกับทีมงานในสำนักครับ แต่พอมีสายเข้ามาจาก อ.อับดุลกอนี (อัสสะกอมี) ถามรายละเอียด เลยเปลี่ยนใจว่า ขับรถไปเองก็ได้ จะได้รับเพื่อนอาจารย์อีกหลายท่านไปพร้อมๆ กัน สรุปว่า ขับรถเองครับ มีสมาชิกร่วมไปด้วยอีก 3 ท่าน งานนี้ต้องเลือกใช้เส้นทาง ยะลา รามัน ตะโละหาลอ กะพ้อ ต้นไทร ถึงบาเจาะครับ เส้นทางนี้ไกลกว่าไปทางสายบุรีแน่ๆ ครับ แต่เพราะไปรับเพื่อนอาจารย์ระหว่างทางเลยไปทางนี้ครับ

งานนี้เลยต้องเร่งแข่งกับเวลาอีกครับ (ฮือ อะไรช่วงนี้เป็นรีบไปทุกเรื่องจริงๆ) ไปถึงบาเจาะก็มุ่งไปที่มัสยิดบ้านเกิดของ ดร.ดลวานะทันทีครับ เพื่อรอละหมาดเลย ชุมชนเล็กๆ ใกล้ๆ เทือกเขาบูโดครับ เมื่อต้องรับแขกจากทุกทิศเลยกลายเป็นชุมชนเล็กไปถนัดตาเลยครับ เฉพาะที่จะจอดรถก็แน่นขนัดจริงๆ มัสยิดก็เต็มไปด้วยคนที่จะมาร่วมละหมาดให้กับท่านอาจารย์

Read more…

ยุติไว้ที่ธรรม

Posted by - ่jaruwat songmuang  :  Category - บทความทั่วไป
ช่วงนี้งานยุ่งมากถึงมากที่สุด ฮิฮิ ผมคิดว่าไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกครับที่เป็นอย่างนี้ คงเป็นกันอย่างถ้วนหน้า กระจายกันไปในแต่ละคน แต่บางทีเชื่อหรือเปล่าครับ ในความวุ่นวายในแต่ละวัน ถ้าเราไม่ถอนออกมาจากความยุ่ง แล้วมองกลับไป เราอาจจะจมอยู่ในความวุ่นวายแบบโง่ๆ ไปอีกนานก็ได้ครับ อย่างวันนี้อีกหนึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นกับผมครับ เมื่อมีปัญหา ผมก็จะประเภทไม่ถอยครับ นั่งลองนั่งแก้ปัญหานั้น สรุปว่า ทั้งวัน แต่ก็แก้ไม่ได้ครับ กลับมาถึงบ้าน ทิ้งงานไว้ แล้วก็มานั่งเล่นกับลูกๆ แล้วก็เผลอหลับไป ตื่นมาอีกทีก็พอได้ดูฟุตบอลคู่สอง (ฮิฮิ) ระหว่างดูบอล ก็ลองหยิบงานที่ยังแก้ไม่ได้มอบทำดู ฮือ ปรากฏว่า ภายในไม่ถึง 5 นาที เจอทางสว่าง ฮือ เป็นไปได้จริงๆ ครับ
บันทึกนี้ผมโปรยหัวข้อไว้ว่า ยุติไว้ที่ธรรม ครับ ซึ่งเป็นประเด็นที่ตั้งใจจะเขียนมานานแล้วครับ แต่ยังไม่ได้หยิบมาเขียนสักที แต่คิดว่าสองสามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา และในโลกใบนี้แล้ว ความอยากเขียนประเด็นนี้มันมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ เพียงแต่ว่า ความหวั่นเกรงที่จะนำเสนอให้ครบถ้วนทุกประเด็นจะทำได้ยาก เลยลังเลมาหลายเพลาครับ
เมื่อวานผมดูรายการหนึ่งทางไทยทีวี เกี่ยวกับเรื่องระเบิดประมาณูอะไรทำนองนี้แหละครับ มันสะท้อนอะไรบางอย่างครับในมุมมองของความยุติธรรม
ในโลกแห่งความยัดแย้ง ณ ขณะนั้น ระเบิดนี้ถูกนำมาใช้เพื่อการยุติปัญหาครับและภายหลังจากนั้นมันก็มีพลังในการห้ามปรามความขัดแย้งต่อๆ มาได้อีก แต่การห้ามปรามดังกล่าวเป็นไปในลักษณะของการกดทับความแตกต่างไว้ครับ ดังนั้นความรู้สึกของคนที่ถูกบังคับให้อยู่ภายใต้ความจำนนในข้อขัดแย้ง วิธีการเดียวที่จะนำมาซึ่งสิทธิและอำนาจของตน ก็คือการได้ครอบครองอาวุธอันทรงพลังอันนี้ครับ
เมื่อความลับไม่มีในโลก ความรู้เรื่องนี้ตกอยู่ในมือของคนอีกกลุ่มหนึ่ง มาตรการต่างๆ ก็ตามมาครับ ที่น่าสนใจของผมคือ เมื่อมีความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่ม แน่นอนครับแต่ละกลุ่มก็พยามยามสร้างอำนาจการต่อรอง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบบนความขัดแย้งดังกล่าว แต่ความยุติธรรมของคนกลางกลับกลายเป็นให้ฝ่ายหนึ่งของความขัดแย้งสามารถครอบครองอาวุธอันทรงพลังนั้นได้ แต่อีกฝ่ายหนึ่ง เขาอนุญาตให้ต่อสู้ได้ แต่ต้องไม่ครอบครองอาวุธดังกล่าวไว้ และเมื่อไรฝ่ายนี้ครอบครองก็จะได้รับการต่อต้านหลากหลายวิธีจากคนกลาง ฮือ ยุติธรรม
ในบ้านเมืองเรา มีคนสองสามกลุ่มออกมาเรียกร้องสิทธิของเขาครับ กระบวนการใกล้เคียงกัน แต่คนกลางก็มีการตอบสนองแตกต่างกัน ที่สำคัญในกลุ่มหลังที่ออกมาเรียกร้อง ภายในกลุ่มดังกล่าวนั้นมีกลุ่มย่อยที่พยายามเรียกร้องสิทธิการดูแลเขาเพื่อความเสมอภาคในสังคม ในความหมายที่ว่า ความเสมอภาคนี้คือความยุติธรรมในสังคมครับ
เขาจะได้ความยุติธรรมหรือเปล่าครับ ในเมื่อมุมมองทางทุนนิยมมองว่า ถ้าเมื่อไรกลุ่มนายทุนรวยขึ้นกว่านี้ กลุ่มชาวบ้านตาดำๆ ก็จะดีขึ้นบ้างเช่นกัน ในขณะเดียวกันถ้าพยายามทำให้คนกลุ่มตาดำๆ ดีขึ้น มันก็สร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับประเทศได้นิดเดียว ดังนั้นการจะทำให้ประเทศเจริญคือ การทำให้กลุ่มนายทุนรวยมากๆๆๆๆ ขึ้นอีก แล้วชาวบ้านก็จะดีเอง เฮ้อ
คำถามของผมคือ เราจะเรียกหาความเป็นธรรม ความเสมอภาคบนโลกใบนี้ได้จริงหรือ???????
ผมได้มีโอกาสฟัง ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา พูดถึงประเด็นความยุติธรรมหลายครั้งครับ เกิดสะท้อนคิดได้ว่า เราจะหาความยุติธรรมบนโลกนี้ไม่ได้หรอกครับ (คำตอบของผม) เพราะหน้าที่ของโลกใบนี้ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินความยุติธรรม หน้าที่ของโลกใบนี้เพียงเป็นบททดสอบเท่านั้น ส่วนความยุติธรรมจะเกิดขึ้นในโลกหน้า ซึ่งเป็นโลกแห่งการตัดสินเท่านั้น (อิสลามจึงไม่มองว่า ชีวิตจะเวียนวายตายเกิดครับ ชีวิตตายครั้งเดียว จากนั้นก็กลับสู่การตัดสินที่ไม่สามารถแก้ตัวได้อีกแล้ว)
ในขณะเดียวกัน ความพยายามสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มันเป็นเพียงหน้าที่ที่จะต้องถูกตัดสินจากผู้ทรงธรรมในโลกหน้าเท่านั้นเอง ดังนั้นความแตกต่าง ความไม่เสมอภาคที่ปรากฏขึ้นบนโลก มันเป็นเพียงบททดสอบสำหรับคนๆ หนึ่งเท่านั้นครับ และความไม่เท่าเทียมนี้จะถูกให้ยุติธรรมในโลกหน้าครับ คนที่ร่ำรวย คนที่มากด้วยหน้าที่ที่สูงสงก็จะต้องถูกสอบสวนและพิจารณาโทษมากกว่าคนที่เกิดมาไม่นานแล้วก็เสียชีวิต
อยากจะย้ำว่า ความพยายามในการสร้างให้เกิดความยุติธรรมบนโลกนี้เป็นเพียงหน้าที่ครับ (เป็นหน้าที่ของทุกคน) แต่มันไม่ใช่คำตอบว่าทุกคนจะได้รับความยุติธรรมที่เท่าเทียมกันทันที เพราะสุดท้ายในโลกใบนี้ มันจะยังคงมีคนที่ได้มาก คนที่ได้น้อย และคนที่ไม่ได้อะไรต่อไป เพราะบนโลกใบนี้มันยังไม่ใช่ที่สิ้นสุดไงครับ
มองกลับมาที่ชีวิตและการทำงานครับ ผมว่ามากกว่าการเรียกร้องสิทธิ มากกว่าการเรียกร้องผู้อื่นให้ทำโน่นทำนี้ เปลี่ยนมาเป็นทำตามสิทธิและหน้าที่ที่ได้รับให้ครบถ้วนดีที่สุด ทำให้ดีที่สุด ด้วยสุดแห่งความสามารถและพยายามครับ เพราะพระเจ้าไม่ตัดสินจากสิ่งที่เกินความสามารถของบ่าวที่พระองค์ให้ไว้ครับ ถ้าเราทำวันนี้เพื่อวันนี้ เราคงหยุดไม่ได้ที่จะเรียกร้องครับ แต่ถ้าเราทำวันนี้เพื่อวันแห่งการตัดสิน เราจะรู้สึกว่า สิ่งที่เราได้รับมามันเยอะมากเกินไปแล้ว เพราะหากยิ่งเยอะกว่านี้ เราก็ยิ่งมีภาระที่จะต้องถูกตรวจสอบและตัดสินมากกว่านี้อีกครับ
เปลี่ยนการเรียกร้องเป็นการตรวจสอบและพยายามทำให้ดีที่สุด เท่านี้ก็สุดยอดแล้วครับ

ช่วงนี้งานยุ่งมากถึงมากที่สุด ฮิฮิ ผมคิดว่าไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกครับที่เป็นอย่างนี้ คงเป็นกันอย่างถ้วนหน้า กระจายกันไปในแต่ละคน แต่บางทีเชื่อหรือเปล่าครับ ในความวุ่นวายในแต่ละวัน ถ้าเราไม่ถอนออกมาจากความยุ่ง แล้วมองกลับไป เราอาจจะจมอยู่ในความวุ่นวายแบบโง่ๆ ไปอีกนานก็ได้ครับ อย่างวันนี้อีกหนึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นกับผมครับ เมื่อมีปัญหา ผมก็จะประเภทไม่ถอยครับ นั่งลองนั่งแก้ปัญหานั้น สรุปว่า ทั้งวัน แต่ก็แก้ไม่ได้ครับ กลับมาถึงบ้าน ทิ้งงานไว้ แล้วก็มานั่งเล่นกับลูกๆ แล้วก็เผลอหลับไป ตื่นมาอีกทีก็พอได้ดูฟุตบอลคู่สอง (ฮิฮิ) ระหว่างดูบอล ก็ลองหยิบงานที่ยังแก้ไม่ได้มอบทำดู ฮือ ปรากฏว่า ภายในไม่ถึง 5 นาที เจอทางสว่าง ฮือ เป็นไปได้จริงๆ ครับ

บันทึกนี้ผมโปรยหัวข้อไว้ว่า ยุติไว้ที่ธรรม ครับ ซึ่งเป็นประเด็นที่ตั้งใจจะเขียนมานานแล้วครับ แต่ยังไม่ได้หยิบมาเขียนสักที แต่คิดว่าสองสามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา และในโลกใบนี้แล้ว ความอยากเขียนประเด็นนี้มันมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ เพียงแต่ว่า ความหวั่นเกรงที่จะนำเสนอให้ครบถ้วนทุกประเด็นจะทำได้ยาก เลยลังเลมาหลายเพลาครับ

เมื่อวานผมดูรายการหนึ่งทางไทยทีวี เกี่ยวกับเรื่องระเบิดประมาณูอะไรทำนองนี้แหละครับ มันสะท้อนอะไรบางอย่างครับในมุมมองของความยุติธรรม

Read more…

กระบวนการพัฒนาบุคลากรในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

Posted by - ่jaruwat songmuang  :  Category - บทความทั่วไป
ครูและบุคลากรสายสนับสนุนในโรงเรียนถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนโรงเรียนสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ครูหรือบุคลากรของโรงเรียนจะสามารถตอบสนองต่อภารกิจของตนที่มีต่อโรงเรียนได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เขาเหล่านั้นจะต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพเพื่อให้สอดคล้องกับภารงานที่รับผิดชอบ แต่ปัจจุบันการดำเนินงานด้านการพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยังมีสภาพการดำเนินงานที่ยังขาดความชัดเจนและครอบคลุม ซึ่งบทความนี้จะนำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของพัฒนาของบุคลากรของโรงเรียน โดยเน้นการประยุกต์ใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาที่เป็นต้นทุนหลักของโรงเรียนมาใช้เพื่อการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรในโรงเรียนให้บรรลุตามเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้
บทบาทของโรงเรียนในการพัฒนาบุคลากร
การพัฒนาบุคลากรก็คือการพัฒนาองค์กร การพัฒนาครูและบุคลากรของโรงเรียนก็มีนัยยะสำคัญต่อการพัฒนาโรงเรียนด้วยเช่นกัน แต่เรามักจะเจอคำถามว่า จะคุ้มหรือที่โรงเรียนจะทำโน้นทำนี้เพื่อพัฒนาบุคลากร เพราะพอเก่งแล้วเขาก็จากเราไป  การจากไปนี้ไม่ใช่ตายนะครับ แต่ย้ายโรงเรียนบ้าง สอบบรรจุได้บ้าง ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ การพัฒนาบุคลากรของโรงเรียน ก็เหมือนกันการเตรียมความพร้อมของบุคลากรเพื่อให้พร้อมไปทำงานที่อื่น มันจึงเป็นความสูญเสียอย่างหนึ่งของโรงเรียน และเมื่อผลการดำเนินงานของโรงเรียนประสบกับผลดังกล่าว หลายคนจึงมีแนวความคิดว่า การพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนจึงไม่ควรเป็นหน้าที่ของโรงเรียนอย่างเดียว แต่ควรเป็นหน่วยงานอื่นรับผิดชอบ เช่น หน่วยงานรัฐ ซึ่งจะพบว่ามีการดำเนินงานในด้านนี้อยู่เป็นประจำแล้ว ทั้งนี้เหตุผลหนึ่งที่หลายคนมีแนวคิดว่า หน่วยงานรัฐเป็นคนที่จะต้องรับผิดชอบหลักสำหรับเรื่องนี้ เพราะไม่ว่าครูคนใดเปลี่ยนที่ทำงาน แต่ผลสุดท้ายที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา คือ นักเรียนที่ได้เรียนกับครูคนนั้นๆ
ปัญหาการลาออกจากโรงเรียน ภายหลังจากที่ได้รับการพัฒนาแล้ว สะท้อนภาพความบกพร่องของการพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนได้เป็นอย่างดีประการหนึ่งว่า การพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนยังขาดความครอบคลุมในทุกมิติของการพัฒนาบุคลากร อย่างน้อยที่สุดจะพบว่า ในกระบวนการพัฒนาบุคลากร ยังไม่สามารถเสริมสร้างความรักในองค์กรให้กับผู้รับการพัฒนาได้
โรงเรียนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรเพียงด้านเดียว คือ ด้านวิชาชีพ ด้านความรู้ที่จะใช้ในการสอน หรือการทำหน้าที่ที่รับผิดชอบในโรงเรียน แต่ขาดการพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณ หรือด้านบุคลิกภาพสำหรับผู้ทำงานในองค์กรและความรู้ด้านองค์กร ดังนั้นพอมีโอกาสดีๆ กว่าการทำงานที่โรงเรียน เขาก็ลาออกได้อย่างไม่ต้องคิดอะไรมาก
การพัฒนาบุคลากรจะต้องครอบคลุมในเรื่องของความรักต่อองค์กรด้วยครับ หมายถึง การพัฒนาด้านจิตวิญญาณของบุคลากร บุคลิกภาพของบุคลากร ซึ่งประเด็นนี้จะทำให้บุคลากรผูกพันกับองค์กรมากขึ้นครับ และอีกด้านหนึ่งที่จะลืมไม่ได้คือ การพัฒนาบุคลากรในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับองค์กร ทำให้บุคลากรมีความผูกพันกันและกัน มีความรู้สึกเป็นเจ้าขององค์กร ซึ่งประเด็นเหล่านี้ หากการพัฒนาบุคลากรเป็นหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่โรงเรียนทำเอง ก็มักจะไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้เลยครับ
ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงประเด็นของการพัฒนาบุคลากรแล้วจะเห็นได้ว่า บทบาทสำคัญของการพัฒนาบุคลากรจึงต้องเป็นหน้าที่หลักของโรงเรียนเอง เพราะหากเป็นการส่งบุคลากรไปรับการพัฒนาจากหน่วยงานภายนอก ก็จะตอบโจทย์ได้เพียงประเด็นเดียวคือ การพัฒนาด้านวิชาชีพเท่านั้น ยังขาดอีกสองประเด็นสำคัญ ซึ่งการจะตอบสนองอีกสองประเด็นนี้จะประสบความสำเร็จได้ด้วยการดำเนินงานในรูปแบบต่างๆ ของโรงเรียนเอง
โรงเรียนมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพัฒนาบุคลากรของตน นอกจากจะใช้เป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้บุคลากรรักที่จะทำงานต่อในองค์กรแล้ว กระบวนการพัฒนาบุคลากรยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติ หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในองค์กร การพัฒนาบุคลากรจึงเป็นการสร้างความพร้อมสำหรับการขับเคลื่อนองค์การสู่ความเป้าหมายที่ตั้งไว้
ความจำเป็นในการพัฒนาบุคลากรสามารถจำแนกได้จากหลายปัจจัย เช่น หากพิจารณาจากอายุการปฏิบัติงาน จะจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มบุคลากรใหม่ และกลุ่มบุคลากรเดิมของโรงเรียน สองกลุ่มนี้มีความต้องการในการพัฒนาที่แตกต่างกันในบางประเด็น เช่น บุคลากรใหม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับปรุงทักษะพื้นฐานการทำงาน การเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร เพื่อให้การทำงานร่วมกันกับบุคลากรเดิมทำได้ราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การพัฒนาบุคลากรสำหรับบุคลากรเก่าจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเมื่อองค์กรต้องการสร้างการเปลี่ยน ต้องการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมอันไม่พึงประสงค์ หรือเมื่อมีการนำนวัตกรรมใหม่มาใช้ในการ เป็นต้น
รูปแบบการพัฒนาบุคลากรในโรงเรียน
วิธีการของการพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนที่เรามักจะนึกถึง คือ การจัดโครงการอบรมต่างๆ ของโรงเรียนที่มีไว้สำหรับครูในโรงเรียน ทั้งที่ ในความเป็นจริง การอบรมไม่ใช่ทั้งหมดของการพัฒนาบุคลากร แต่เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการพัฒนาบุคลากร และการพัฒนาบุคลากรมีหลากหลายรูปแบบ และที่สำคัญ บางรูปแบบสามารถนำเอาต้นทุนพื้นฐานทางด้านศาสนาของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพในการพัฒนาบุคลากรได้
ผู้บริหารจะต้องสร้างมุมมองใหม่เพื่อการสร้างประสิทธิภาพในการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมองว่า การอบรมสามารถตอบสนองความต้องการด้านการพัฒนาบุคลากรได้ทั้งหมด ทั้งนี้ เพราะการอบรมไม่สามารถสร้างศักยภาพในทุกด้านให้กับบุคลากรได้ ยิ่งถ้าเน้นการเชิญวิทยากรจากภายนอกมาอบรมให้แล้ว บางทีถึงจะได้องค์ความรู้ใหม่ๆ แต่ก็นำไปสู่การประยุกต์ใช้ได้น้อยเช่นกัน ดังนั้นบางครั้งการพัฒนาบุคลากรก็จะเป็นต้องเน้นการใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ตัวอย่างง่ายๆ ที่ขอนำมาเสนอในรูปแบบคำถาม คือ  ครูที่เพิ่งจบใหม่ๆ จะมีทักษะการสอนเท่ากับครูที่สอนมาเกิน 10 ปี หรือเปล่า?
คำตอบคือ ไม่เท่ากันอยู่แล้ว ถึงแม้ว่า ครูใหม่จะมีองค์ความรู้ใหม่ๆ มาเยอะ ในขณะที่ครูเก่าอาจจะขาดความรู้ใหม่ๆ เทคนิคใหม่ แต่ประสบการณ์การสอนที่ผ่านมาก็ย่อมมีคุณค่ามากเช่นกัน ถ้าหากครูสองคนนี้สอนวิชาเดียวกันแต่คนละห้อง ถือว่าเราให้ความยุติธรรมกับเด็กสองห้องนั้นอย่างเท่าเทียมกันหรือเปล่า ไม่เท่ากันแน่ๆ ครับ เด็กที่เรียนกับครูใหม่ที่ขาดประสบการณ์ก็เสียเปรียบสิครับ ดังนั้นในแง่ของการพัฒนาบุคลากรจึงควรมองว่า ทำอย่างไรที่จะสร้างประสบการณ์ให้กับครูใหม่ แล้วก็เพิ่มเทคนิคใหม่ๆ ให้กับครูเก่า ซึ่งความจริงก็ไม่ต้องคิดมากครับ ทำอย่างไรให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในโรงเรียนเท่านั้นเองครับ
เพื่อการพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนที่มีความแตกต่างกันข้างต้น คือ คนหนึ่งมีทฤษฏี มีความรู้ใหม่ๆ แต่ขาดประสบการณ์ กับอีกคนหนึ่งซึ่งมีขาดความรู้หรือทฤษฏีใหม่ๆ ในการจัดการเรียนการสอน แต่เต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์การสอนมาอย่างยาวนาน หากพิจารณาเลือกรูปแบบการพัฒนาบุคลากรจากวิธีการทั่วๆ ไป เช่น การอบรม ผลที่ได้จะไม่สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาของบุคลากรทั้งสองคน ในขณะเดียวกันวิธีการอื่นๆ เช่น การทัศนศึกษา ดูงาน ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะสามารถนำสิ่งใหม่ๆ ที่ได้เรียนรู้มากลับมาใช้งานได้จริงๆ เพราะพื้นฐานของบุคลากรทั้งสองคนดังกล่าวเกี่ยวกับสภาพเบื้องต้นของโรงเรียนตนเองมีไม่เท่าเทียมกัน ประการสำคัญคือ ทักษะการแปลความหมายจากสิ่งที่ได้เรียนรู้มามีไม่เท่ากัน ซึ่งหมายถึงการสร้างคุณค่าเพิ่มจากวิธีการดังกล่าวอาจจะล้มเหลวเช่นเดียวกับการจัดอบรมเช่นกัน
เมื่อกระบวนการพื้นฐานในการพัฒนาบุคลากรไม่สามารถตอบโจทย์สำหรับโรงเรียนได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่โรงเรียนจะต้องหันมาสร้างมุมมองใหม่เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้รูปแบบที่จะนำมาใช้จะต้องสอดคล้องกับธรรมชาติของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามซึ่งมีความแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไป ลักษณะสำคัญของความแตกต่างคือ เป้าหมายของบุคลากรในการทำงาน เนื่องจากนี้คือจุดต่างสำคัญ เพราะบุคลากรจำนวนไม่น้อยที่การทำงานของพวกเขาไม่ได้ตั้งเงื่อนไขไว้ที่ค่าตอบแทน พวกเขายังทำงานอยู่ได้ในสภาพที่มีเงินเดือนเพียงน้อยนิด ทั้งนี้เนื่องจากเป้าหมายของการทำงานคือ การได้ทำอีบาดะห์ (ศาสนกิจ) ในองค์กรที่มีเป้าหมายเพื่ออิสลาม
จากลักษณะพิเศษดังกล่าว ผู้บริหารโรงเรียนควรสร้างให้กระบวนการบริหารจัดการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนเป็นกระบวนการที่สอดคล้องกับหลักการของศาสนา และนำเอากลวิธีต่างๆ ที่ท่านศาสนทูต (ซ.ล) เคยใช้มาสู่การประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการบริหารจัดการในปัจจุบัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านจิตวิญญาณ ทักษะในการทำงานและการสร้างความรักและผูกพันต่อโรงเรียนด้วย ทั้งนี้ขอนำเสนอ 3 รูปแบบในการดำเนินการเพื่อพัฒนาบุคลากรของโรงเรียน ดังนี้
1. กียามุลลัยน์ พัฒนาจิตวิญญาณสู่การทำงานในองค์กร
กียามุลลัยน์ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับหลักปฏิบัติในศาสนาอิสลาม ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาตนเองของคนในองค์การ กียามุลลัยน์ หมายถึง การตื่นขึ้นมาในกลางช่วงกลางดึกของคืน เพื่อทำการละหมาด การรำลึกและการขอพรต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ) จะพบว่า การกียามุลลัยน์ เป็นกระบวนการแรกๆ ที่ปรากฏในการปฏิบัติตนของท่านศาสนทูต (ซ.ล) ทั้งนี้เนื่องจากกียามุลลัยน์ปรากฏอยู่ในโองการอัลกุรอานใน 5 ซูเราะห์แรกที่มีการประทานลงมา คือ ปรากฏในซูเราะห์อัลมุซซัมมิล
การทำกียามุลลัยน์ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับจิตใจของบุคลากร เฉกเช่นที่อัลลอฮ์ทรงใช้ให้ท่านศาสนทูต (ซ.ล) ทำการยืนขึ้นในตอนกลางคืน ถึงแม้ว่าในตอนกลางวันจะมีภารกิจที่หนักหน่วง แต่การยืนขึ้นดังกล่าวจะสร้างจิตใจที่เข้มแข็งทำให้ฟันฝ่าทุกอุปสรรค์ไปได้
การกียามุลลัยน์ สามารถดำเนินการได้ทั้งที่เป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการตื่นขึ้นทำการละหมาดคือ ประมาณตี 03.30 น. เป็นต้นไป โดยการละหมาดในช่วงดังกล่าวสามารถทำได้เป็นรายคนหรือเป็นญามาอะห์ (กลุ่ม) ก็ได้ ภายหลังการละหมาด จะเป็นกิจกรรมรำลึกและขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ โดยแยกทำเป็นรายบุคคล จนกระทั่งถึงเวลาละหมาดซุบฮี จึงเป็นการละหมาดร่วมกันอีกครั้ง และควรเป็นการละหมาดร่วมกัน และมีการตักเตือนด้วยคำกล่าวสั้นๆ จากตัวแทนผู้เข้าร่วมกิจกรรม
กิจกรรมที่ผู้จัดควรนำมาเสริมกิจกรรมกียามุลลัยน์ ซึ่งจัดขึ้นหลังการละหมาดอีชาหรือก่อนการนอนพักผ่อน เช่น การฟังการบรรยาย การอภิปราย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในระหว่างผู้เข้าร่วมกิจกรรม เป็นต้น โดยนำเอาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของบุคลากรสำคัญๆ มาสู่การแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างความร่วมมือและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ทั้งนี้จะต้องเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ สู่หลักคำสอนของศาสนาที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดผลทั้งทางด้านจิตใจและการยอมรับสู่การปฏิบัติได้จริง นอกจากนั้นในภาคเช้าก่อนแยกย้ายสู่การทำงานปกติ ควรมีกิจกรรมสันทนาการ การออกกำลังกายเป็นกลุ่ม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร
กียามุลลัยน์ เป็นกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในการทำงานในองค์กร และนำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาองค์กรต่อไป ซึ่งมีแบบอย่างที่ชัดเจนจากท่านศาสนทูต (ซ.ล)
2. ฮัลเกาะห์ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในโรงเรียน
ฮัลเกาะห์ หรือ การศึกษากลุ่มในลักษณะโต๊ะกลม เป็นอีกหนึ่งกลวิธีที่ท่านศาสนทูต (ซ.ล) ใช้ในการพัฒนาศักยภาพของปัจเจกชนเพื่อการพัฒนาองค์กรหรือสังคม ฮัลเกาะห์เป็นกิจกรรมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงรายบุคคลผ่านกระบวนการกลุ่มหรือการสัญญาภายในกลุ่ม ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงที่มีความชัดเจนและยั่งยืน
ฮัลเกาะห์เริ่มด้วยการทำความรู้จักกัน สร้างความเชื่อใจระหว่างกันของคนที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่ม จากนั้นมอบหมายงานสำหรับการกลับมาพบกันของสมาชิกในครั้งต่อๆ ไป งานที่มอบหมายคือการศึกษาค้นคว้าในความรู้ที่มีคุณค่าสำหรับสมาชิกในกลุ่ม และก่อให้เกิดข้อสัญญาสำหรับการปฏิบัติตนของสมาชิกในกลุ่ม การนำข้อสัญญาดังกล่าวไปทดลองปฏิบัติในชีวิตจริง สังคมจริง ซึ่งกล่าวได้ว่า กระบวนการฮัลเกาะห์เริ่มต้นจากการเสาะแสวงหาความรู้ และนำไปสู่การใช้ได้จริง เปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้จริง
เวลาที่ใช้ในการพบกลุ่มทำฮัลเกาะห์จะใช้เวลาไม่ยาวนานนักในแต่ละครั้ง ทั้งนี้ทำให้บรรยากาศการพูดคุยไม่น่าเบื่อ แต่ทั้งนี้จะให้ความสำคัญต่อความสม่ำเสมอในการพบปะระหว่างสมาชิก นอกจากนี้ในบางโอกาสก็อาจจะมีการจัดกิจกรรมพิเศษขึ้นสำหรับสมาชิก ในขณะเดียวกันสถานที่สำหรับการนัดพบก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
กระบวนการเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่แสดงถึงการพัฒนาตนเองของแต่ละคน การกระตุ้นให้เกิดการนำความรู้ที่ได้รับไปสู่การปฏิบัติใช้จริงในการทำงาน ซึ่งหากมองในมุมมองของการบริหารจัดการแล้ว จะพบว่ากระบวนการนี้คือการสร้างองค์กรการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพวิธีการหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นวิธีการที่เชื่อมโยงไปยังหลักคำสอนของศาสนาได้เป็นอย่างดี
3. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาบุคลากร
ปัจจุบันโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามส่วนใหญ่มีคอมพิวเตอร์ไว้ใช้งานในสองวัตถุประสงค์หลักคือ สำหรับจัดการเรียนการสอน และการใช้ในงานธุรการของโรงเรียน และด้วยหลักสูตรคอมพิวเตอร์ที่สอนกันอยู่ในปัจจุบันจำเป็นต้องมีการนำเอาเทคโนโลยีทางการสื่อสาร เช่น อินเตอร์เน็ทมาใช้ร่วมด้วย เช่นเดียวกันกับงานธุรการซึ่งต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั้งคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีทางการสื่อสารที่มีอยู่แล้ในหลายๆ โรงเรียนสามารถนำมาใช้ในการเป็นเครื่องมือเพื่อการพัฒนาบุคลากรได้เป็นอย่างดี
อินเตอร์เน็ทเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลไว้อย่างมากมาย และการเข้าถึงข้อมูลถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสู่ความสำเร็จในการพัฒนาองค์กร การกระตุ้นการใช้งานอินเตอร์เน็ทเพื่อการสืบค้นข้อมูลของบุคลากรจึงควรเป็นส่วนหนึ่งที่ผู้บริหารนำมาใช้เพื่อการพัฒนาบุคลากร ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีสารสนเทศปัจจุบันทำให้เกิดการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้คนในองค์กรสามารถพัฒนาไปได้อย่างเต็มศักยภาพ
- เว็บบล็อก (Webblog) เป็นเครื่องมือหนึ่งที่นำมาใช้เพื่อการนำเสนอความรู้ใหม่ที่ได้จากการทำงานในแต่ละวันมาสู่การเล่าสู่กันฟัง สร้างให้เกิดกระบวนการของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก่อให้เกิดกัลยานมิตรระหว่างคนในองค์กรเดียวกัน การเล่าเรื่องทำให้ผู้เล่าเกิดความภาคภูมิใจ และสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงาน ในขณะเดียวกันความรู้ดังกล่าวยังถูกเผยแพร่ไปยังเพื่อนร่วมงาน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ง่ายขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการย้อนกลับมาสืบค้นความรู้เดิมที่ได้เขียนเผยแพร่ไว้แล้วนั้นก็ทำได้อย่างสะดวกขึ้น ตัวอย่างเว็บบล็อกที่เกิดเป็นชุมชนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่กว้างขวางในประเทศไทย เช่น http://www.gotoknow.org , http://www.oknation.net เป็นต้น
- เว็บชุมชนเครือข่าย (Social Networking Websites) เว็บไซด์กลุ่มนี้เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนได้เป็นอย่างดี เป็นเว็บสำหรับการเล่าเรื่อง เล่าประสบการณ์ กิจกรรมที่เกิดขึ้น ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดในขณะนั้นไปยังคนในกลุ่มเดียวกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิด ความเห็นและความรู้สึก สร้างความผูกพัน ก่อเกิดความรู้และการลงมือทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเว็บกลุ่มนี้คือ http://www.twitter.com , http://www.facebook.com เป็นต้น
บทบาทผู้บริหารต่อการพัฒนาบุคลากร

การพัฒนาบุคลากรถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการสร้างความเปลี่ยนแปลงสำหรับองค์กร และผู้ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรได้ดีที่สุดคือ ผู้บริหาร แต่ด้วยรูปแบบการพัฒนาบุคลากรที่นำเสนอไปข้างต้นนั้น บทบาทของผู้บริหารจะจำกัดเพียงการให้นโยบาย การสั่งการไม่เพียงพอต่อการทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพได้ ทั้งนี้ผู้บริหารจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ใน

การพัฒนาบุคลากรด้วย

กระบวนการพัฒนาบุคลากรในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

โดย จารุวัจน์ สองเมือง (2553)

ครูและบุคลากรสายสนับสนุนในโรงเรียนถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนโรงเรียนสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ครูหรือบุคลากรของโรงเรียนจะสามารถตอบสนองต่อภารกิจของตนที่มีต่อโรงเรียนได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เขาเหล่านั้นจะต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพเพื่อให้สอดคล้องกับภารงานที่รับผิดชอบ แต่ปัจจุบันการดำเนินงานด้านการพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามยังมีสภาพการดำเนินงานที่ยังขาดความชัดเจนและครอบคลุม ซึ่งบทความนี้จะนำเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของพัฒนาของบุคลากรของโรงเรียน โดยเน้นการประยุกต์ใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาที่เป็นต้นทุนหลักของโรงเรียนมาใช้เพื่อการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรในโรงเรียนให้บรรลุตามเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้

Read more…

เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ง่ายหรือยากก็ต้องทำ

Posted by - ่jaruwat songmuang  :  Category - บทความทั่วไป

คืนนี้ขอเล่าเหตุการณ์ย้อนหลังไปหลายวันหน่อย (อีกตามเคย) เป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมาครับ เรื่องนี้มาจากการจัดอบรมผู้นำการเปลี่ยนแปลงฯ งานนี้ต้องขอบคุณ บังยูซูฟ นิมะ เป็นอย่างมากครับ อันเนื่องจากนิสัยส่วนตัวของผมเองที่มั่นคง แต่เปลี่ยนใจง่าย ฮิฮิ (มันอะไรกันแน่)

เรื่องมันมีอยู่ว่า ช่วงเช้าของวันนั้นหัวข้อการบรรยายเป็นเรื่องของแผน ดูบรรยากาศแล้วมันแน่นไปด้วยวิชาการ และช่วงบ่ายตามแผนคือ บรรยายนิดหนึ่งจากนั้นจะเป็นการอภิปรายกลุ่มย่อย แต่จังหวะมันพอดีกันครับที่ว่า วิทยากรที่เตรียมไว้ ลืมคอนเฟิร์ม เพิ่มนึกได้วันก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน แต่ติดต่อไม่ได้เลยคิดไว้แล้วละครับว่า ต้องเตรียมกิจกรรมหรือวิทยากรท่านอื่นไว้ล่วงหน้า ที่สำคัญจากบรรยากาศช่วงเช้า สรุปได้ว่า ช่วงบ่าย จะให้บรรยายต่อไม่ได้แล้วแน่นอน แล้วจังหวะดีเหลือเกินครับระหว่าง อ.ยูซูฟ นิมะจะเริ่มบรรยาย ผมชวนท่านคุยประเด็นวัฒนธรรมองค์กร (ซึ่งจะเป็นประเด็นสำหรับช่วงบ่าย) โอ้ ประสบการณ์ท่านเยอะ เลยเชิญตอนนั้นเลยครับ ช่วงบ่ายอีกทีนะครับบัง แต่ในรูปของการเสวนานะครับ (กับผม) ด้วยลูกอ้อนที่มีประสิทธิภาพและความใจดีของวิทยากร (ฮิฮิ) สำเร็จครับ ช่วงบ่ายเลยได้รูปแบบอีกหนึ่งกิจกรรม

(อ.ยูซูฟ นิมะ กับแนวคิดที่ว่า บางทีไวท์บอร์ดในบางโอกาสก็น่าสนใจกว่าใช้สไลด์ฉายโปรเจคเตอร์)

Read more…

ผู้นำที่ต้องเปลี่ยนแปลง

Posted by - ่jaruwat songmuang  :  Category - บทความทั่วไป

เป็นสัปดาห์ที่สองของการอบรมหลักสูตรผู้นำการเปลี่ยนแปลง สัปดาห์นี้เริ่มประเด็นเนื้อหาเป็นหลักครับ เริ่มตั้งแต่การสร้างเป้าหมายทางการศึกษา และการตรวจสอบสถานะปัจจุบันของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เมื่อหลายวันก่อนก็นั่งประชุมกันระหว่างอาจารย์ในสาขาวิชาครับว่าจะทำอย่างไรให้ผู้เข้าอบรมตีโจทย์นี้แตก ก็เลยหวังว่าสามวิทยากรหลักในภาคเช้าจะสามารถจุดประเด็นคิดให้กับผู้เข้าอบรมได้ครับ

กิจกรรมวันนี้เริ่มต้นด้วยการถอดบทเรียนกระตุ้นความคิดจากการนำพาผู้เข้าอบรมเข้าร่วมการประชุมวิชาการเมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมาครับ โดยธรรมชาติครับ เช้าๆ ยังไม่ค่อยมีคนอยากพูดเท่าไร เลยต้องใช้วิธีการสุ่มมาสี่ท่าน แต่เป็นงัยไม่ทราบออกมาเพียงสามท่าน นำเสนอแนวคิดด้านหน้าครับ ซึ่งหลังจากสามท่านนี้พูดก็สร้างประเด็นการแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างกว้างขวางครับ

(สามต้นเรื่องที่สามารถชวนทั้งห้องให้ร่วมคิดร่วมพูดต่อได้)

Read more…

เป็นเจ้าบ้านสำหรับการวางแผนคณะศึกษาศาสตร์

Posted by - ่jaruwat songmuang  :  Category - Uncategorized

กว่าทีมงานวิชาชีพครูจะลงตัวว่าไปประชุมปฏิบัติการกันที่ชายหาด อ.ละงู จ.สตูล ก็ใช้เวลานานเหมือนกันครับ ส่วนใหญ่อยากไปที่ใกล้ๆ ที่สำคัญคือสะดวกสำหรับเด็กๆ ได้เล่นน้ำกัน ซึ่งข้อหลังนี้ ชายหาดที่ละงูไม่ค่อยจะเหมาะ เพราะเวลาน้ำลง เล่นไม่ได้ เพราะชายหาดจะเป็นโคลน แต่ยังงัยๆ ผมก็เชียร์ให้ไปครับ เพราะว่า ผมเองยังไม่เคยได้นอนรีสอร์ทที่ละงูเลย ฮา จะนอนทำไมให้เสียตังค์ก็บ้านอยู่ที่นั้นแล้ว ดังนั้นถ้าทีมงานไปประชุมกันที่นั้น ผมก็มีเหตุผลพอที่จะไม่นอนบ้าน แล้วพาครอบครัวมานอนรีสอร์ท ฮา

(เตาฟิก ได้ของเล่นใหม่ คือการปีนต้นไม้เล็กหน้าบ้านปู่)

เมื่อมติว่า ไปประชุมกันที่ละงู ผมก็ขอกลับบ้านล่วงหน้าก่อนขบวนหนึ่งวันครับ เพื่อเตรียมการต้อนรับ โดยขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารเที่ยงที่บ้าน คิดอยู่หลายวันครับว่าจะเลี้ยงอะไรให้ประทับใจดี ผมมีรายการในใจอยู่สองสามอย่างครับ สุดท้ายคุยกับพ่อว่า สองอย่างหลักคือ ปูกับสาหร่ายสด อย่างหลังดูเหมือนจะลำบากนิดหนึ่งตรงที่ว่า ถ้าจะให้อร่อยต้องมีน้ำพริกจิ้ม ซึ่งจะให้มั่นใจว่าอร่อยแน่ๆ ก็ต้องฝีมือแม่ผมเอง ฮิฮิ แต่ปรากฏว่า แม่ต้องพายายไปพบหมอตามนัดครับ เลยตัดรายการนี้ออก (ที่สำคัญมันไม่เหมาะที่จะร่วมสำรับกับปูด้วยแหละครับ)

Read more…

นโยบายเพื่อการขับเคลื่อนองค์กร

Posted by - ่jaruwat songmuang  :  Category - บทความทั่วไป

นั่งทบทวนสภาพทั่วไปของงานครับ ได้แง่คิดที่น่าสนใจสำหรับตัวเองขึ้นมาเรื่องหนึ่งครับ เลยตั้งเป็นหัวข้อบันทึกนี้ อย่างหนึ่งที่ผมเจอคือ การที่ผู้บริหารทำงานโดยเป็นเพียงการติดตามงาน สั่งการลูกน้อง ให้งานเดินไปอย่างราบรื่น มันไม่พอครับ หากคนๆ หนึ่งถูกแต่งตั้งขึ้นมาแล้วทำงานเพียงคอยดูว่า งานมันเดินหรือเปล่า ไม่เดินก็ตามไปจี้ แล้วบอกว่า ทำให้เสร็จนะ แบบนี้สิ่งที่ผมพบก็คือว่า องค์กรถอยหลังครับ ที่สำคัญมันก่อให้เกิดปัญหากับองค์กรในอนาคตครับ

Read more…

หลักสูตรบูรณาการอิสลาม

Posted by - ่jaruwat songmuang  :  Category - บทความทั่วไป

วันนี้ให้เวลาทั้งวันกับพี่น้องผู้บริหารและคณะครูจากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาคารครับ เป็นเวทีการประชุมปฏิบัติเกี่ยวกับหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนครับ (ชื่่อยาวไปนิดหนึ่ง จำไม่ได้) มีประเด็นของความรู้ที่เกิดขึ้นจากการประชุมวันนี้ค่อนข้างเยอะครับ (สำหรับผม)

ญวค. เป็นโรงเรียนที่โดยคอนเซปต์แล้วโดนใจผมและหลายๆ คนมากครับ สังเกตได้จากผู้บริหารมหาวิทยาลัยอิสลามยะลาหลายท่านส่งลูกหลานไปเรียนครับ เหตุที่โดนใจเพราะประกาศตัวว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม หรือจะเรียกว่าไม่ได้เกิดจากการเป็นปอเนาะมาก่อน ข้าพเจ้าเป็นโรงเรียนเอกชน (ไม่ต้องมีสร้อย “สอนศาสนาอิสลาม” ตามหลัง) ซึ่งนั่นหมายถึงอย่างแรกที่น่าจะใช่ (ตามความคิดผม) คือ กระบวนการแบ่งกลุ่มวิชาต้องเปลี่ยนไป เพราะโดยฐานคิดของ รร.เอกชนสอนศาสนาอิสลาม จะแบ่งกลุ่มวิชาหลักๆ ออกเป็นสามัญและศาสนา  ซึ่งบอกตรงๆ ผมหาทฤษฏีอ้างอิงไม่เจอ (ที่เจอเหตุผลก็รับไม่ได้) ว่าทำไมแบ่งออกมาได้อย่างนี้

(ถ่ายตามสไตล์ตากล้องขี้เกียจลุกไปถ่ายด้านหน้าครับ ฮือ ชื่อคณะผิดเป็นประจำ ฮา)

วันนี้ตลอดวันปรากฏการประชุมโฟกัสไปที่อะไรคือภาพฝันที่โรงเรียนควรจะทำให้เกิดขึ้นให้ได้สำหรับนักเรียนที่จบหลักสูตรไป และประเด็นที่คุยกันค่อนข้างจะนานหน่อยคือ ชื่อหลักสูตรครับ จริงๆ ก็งงๆ เหมือนกันว่าทำไมเรื่องนี้ต้องคุยนานจัง เพราะถ้าโดยแนวทางการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาแล้วมันไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยครับ แต่ที่มันกลายเป็นประเด็นได้ก็เพราะทางโรงเรียนอยากให้ชื่อหลักสูตรสะท้อนภาพฝันของโรงเรียนลงไปเลย ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะถูกต้องมากนักครับ เพราะประเด็นดังกล่าวจะไปเกี่ยวข้องกับระเบียบ และบางทีอาจจะกลายเป็นอุปสรรค์ต่อการสร้างฝันสู่ความจริง ที่สำคัญโดยปกติเราก็ไม่จะไม่ค่อยเจอว่า มีใครใช้ชื่อหลักสูตรเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร

Read more…

เพราะต้องทำให้เหมือน เราเลยเหมือนจะด้อยไป

Posted by - ่jaruwat songmuang  :  Category - บทความทั่วไป

หมดเวลาไปสองวันกับการเรียนรู้เกี่ยวกับ tqf ครับ เมื่อวานกับวันนี้ ซึ่งความจริงก่อนหน้านี้มีสองเสียงที่แนะนำเพื่อการตัดสินใจในหน้าที่ความรับผิดชอบ คำแนะนำหนึ่งคือ จะเอาไปทำได้ก็ต้องอบรมก่อน ที่สำคัญถ้าได้อบรมกับวิทยากรที่อยู่ในทีม สกอ.เลยก็จะทำให้หลักสูตรผ่านตลอด อีกแนวหนึ่งของคำแนะนำคือ ของง่ายๆ อ่านคู่มือแล้วก็ทำได้เลย คำแนะนำหลังนี้ได้กรุณาส่งไฟล์ข้อมูลมาให้ด้วยครับ แต่ด้วยความยุ่งๆ เลยไม่ได้เปิดอ่านมันสักที

ต้องบอกว่า โดยนิสัยแล้วมีการอบรมแบบหนึ่งที่ผมรับไม่ได้เลย คือ การอบรมแบบให้ทำตาม ทำไปทีละขั้นตอนครับ ดังนั้นสมัยเรียนคอมพิวเตอร์ หรือเรียนโปรแกรมอะไรก็แล้วแต่ ผมจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มเด็กสมาธิสั้น (ฮา) ผมชอบคิดและทำเองภายใต้ความท้าทายและอยากรู้ของผมเองครับ มาเจอการอบรมปฏิบัติการเรื่อง tqf เข้า มันทำให้สมองผมคิดไปต่างๆ นานาเลยครับ ซึ่งข้อสรุปในวันแรกของการอบรมของผมคือ “มันเป็นเพียงการถอดรูปเงาะออก แต่ก็ไปหยิบเอาหน้ากากอุลตร้าแมนมาใส่แทน”

ความหมายของผมคือ มันไม่ใช่เรื่องใหม่เลยครับ มันเป็นเรื่องเก่า โดยถ้าจากการประมวลจากหลายเสียงที่พูดถึงแนวโน้มการประกันคุณภาพว่า จะต้องลงไปสู่การประกันในรายวิชารายหลักสูตร ผมว่าอันนี้แหละครับคำตอบของคำพูดนั้น ดังนั้นจากเดิมที่รูปแบบของการสร้างมาตรฐานการจัดการศึกษาเรามีแบบฟอร์มต่างๆ ที่จะต้องรายงาน สกอ. ก็เปลี่ยนมาใช้แบบฟอร์มใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ประเด็นที่ใหม่ก็เป็นประเด็นที่จะนำไปสู่การประกันคุณภาพนั่นแหละครับ ดังนั้นจากเจ้าเงาะที่เดิมเวลาจะรบทัพจับศึก ต้องวิ่งไปหาไม้กระบอง ต้องนี้ไม่ต้องครับเพราะเป็นอุลตร้าแมนแล้ว เรียกอาวุธมาใช้ได้ทันที ฮา

ด้วยความที่ยังไม่ไ้ด้ศึกษาเกี่ยวกับ tqf มาเลย แล้วต้องมารับผิดชอบงานแนวๆ นี้ของมหาวิทยาลัย ผมนั่งคิดอยู่หลายวันครับ เลยร่างแบบฟอร์มมาชุดหนึ่ง แล้วก็ให้ทีมงานหาข้อมูลใส่ในแบบฟอร์มดังกล่าว วันนี้ทีมงานซึ่งไปอบรมด้วยเมื่อวิทยากรนำไปสู่ มคอ.7 ถึงกับพูดขึ้นว่า เหมือนกับที่อาจารย์ให้ทำเลย แต่ของอาจารย์ละเอียดกว่าอีก (ฮือ เป็นไปได้) ออ.ก่อนหน้าที่จะถึง มคอ.7 เมื่อวานวิทยากรแนะนำ มคอ.3 อันนี้ทีมงานผมบอกว่า ฟอร์มแบบนี้เหมือนที่มหาวิทยาลัยในมาเลเซียเลยครับ เพียงแต่เขาทำมาหลายปีแล้ว ฮา (อันนี้คงจะคล้ายประเด็น km ครับที่มาเลเซียใช้มาเมื่อสิบปีที่แล้วครับ)

Read more…

ปัจจัยความรุนแรง

Posted by - ่jaruwat songmuang  :  Category - งานวิจัย

หลายวันก่อน ดร.เกษตรชัย และหีม โทรมาเชิญชวนให้เข้าร่วมวิพากษ์ผลการวิจัยโครงการหนึ่งครับ ท่านบอกว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ผมเคยสนใจ (จริงๆ ตอนนี้ก็ยังสนใจอยู่ครับ) เป็นเรื่องของผู้ต้องขังคดีความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดครับ แต่สุดท้ายต้องปฏิเสธครับ เพราะงานนี้มีเงื่อนไขว่า ต้องเข้าร่วมสองวันคือวันอังคารกับวันพฤหัส แต่ผมว่างเฉพาะวันอังคาร ส่วนวันพฤหัสติดภารกิจต้องเข้าอบรม TQF (งานนี้เลี่ยงไม่ได้จริงๆ) แต่แล้วผมก็ได้เข้าร่วมจนได้ครับ เพราะมีพี่น้องแดนไกลโทรมาเชิญให้เข้าร่วมอีกครั้ง บอกว่าวันเดียวก็ไม่เป็นไร

รีบไปครับ แต่ถึงงานแล้วเซ็งนิดหนึ่งเพราะที่นัดกันว่า งานเริ่มเก้าโมง ความจริงในกำหนดการคือ ลงทะเบียนเก้าโมง เริ่มเก้าโมงครึ่ง ฮา อาการนี้ไม่ใช่ผมคนเดียวครับ อีกหลายคนก็รู้สึกเหมือนผม เพราะมานั่งรอก่อนหน้าผมอีก ฮิฮิ

งานวิจัยนี้นำทีมโดย ดร.เสกสรร ทองคำบรรจง แห่งคณะศึกษาศาสตร์ มศว. ครับ เรื่อง”การศึกษาเปรียบเทียบแรงจูงใจในการใช้ความรุนแรงของกลุ่มผู้ต้องขังคดีความมั่นคงกับข้อเรียกร้องของกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้” ผมว่าผมเข้าใจผิดครับเกี่ยวกับผลการวิจัย ฟังๆ ไป งงตัวเองว่า ตกลงมันเรื่องอะไรหว่า

(ดร.เสกสรร กับทีมงานกำลังนำเสนอผลการวิจัยครับ นำเสนอสองคนแต่ใช้โน้ตบุ๊คสามเครื่อง)

Read more…